เมื่อ AI เริ่มครีเอทภาษาของตัวเองได้ โลกต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง


Editorial Team
Date: 25/08/2560
0 Share

เมื่อ AI เริ่มครีเอทภาษาของตัวเองได้ โลกต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง
ความเคลื่อนไหวของ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่โลกกำลังจับตามอง แท้จริงแล้วเรากำลังสนใจและเข้าใจมันอย่างถูกต้องหรือเปล่า โลกจะเตรียมรับมืออย่างไร หากยังมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง

กลายเป็นข่าวฮือฮาชั่วข้ามคืน เมื่อเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศหลายแห่งต่างพากันพูดถึงเหตุการณ์ที่เฟซบุ๊กตัดสินใจปิดการทำงานของแชตบ็อต เพราะมันดัน “สร้างภาษาของตัวเอง” ซึ่งเป็นภาษาที่มนุษย์ไม่เข้าใจ ข่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่การอัปเดตระบบหลังบ้านตามปกติ แต่ยังตอกย้ำความกลัวที่มนุษย์มีต่อ AI (Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) ว่าจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ควบคุมไม่ได้ และอาจนำมาสู่การยึดอำนาจจากมนุษยชาติในที่สุด

แต่ความจริงก็คือ AI ที่ครีเอทภาษาของตัวเองได้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น !

หลังจากวันนั้นมีสำนักข่าวและบล็อกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Forbes, blognone ฯลฯ ต่างก็ออกมาบอกว่า ข่าวนี้ถูกรายงานอย่างบิดเบือนจากความจริงไปไกล จริงอยู่ที่แชตบ็อตครีเอทหรือสร้างภาษาของตนเองขึ้นมา แต่เฟซบุ๊กไม่ได้ปิดการใช้งานเพราะหวาดกลัว แต่เป็นเพราะมันทำงานไม่ตรงตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ (หลัก ๆ คืออยากให้พูดคุยกับคนด้วยภาษาอังกฤษ) เมื่อผลเป็นแบบนี้สื่อใหญ่อย่าง QUATZ เลยสรุปหัวข้อข่าวง่าย ๆ เลยว่า AI (ปัญญาประดิษฐ์) ถูกปิดไม่ใช่เพราะฉลาดไป แต่เพราะมันฉลาดน้อยไปต่างหาก !

ถ้าอย่างนั้น โลกยังต้องมีอะไรให้กังวล เราควรเตรียมรับมือกับ “ภาษาที่สร้างขึ้นเองได้” นี้อยู่หรือไม่

จากความคิดของ Dhruv Batra ศาสตราจารย์จาก Georgia Tech และนักวิจัยวิทยาศาสตร์จาก Facebook AI Research (FAIR) ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แถมยังเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ เขากล่าวว่า “ในขณะที่ความคิดเรื่อง AI (ปัญญาประดิษฐ์) ประดิษฐ์ภาษาของตัวเองได้ จะฟังดูเป็นเรื่องน่ากังวลหรือเหนือคาดของคนนอกวงการ แต่จริง ๆ แล้วคนในวงการ AI ต่างรู้กันดีว่า นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานและมีเอกสารรายงานมานานนับทศวรรษแล้ว”

สถาบัน FAIR ที่ Dhruv สังกัดอยู่ก็มีเอกสารยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับเลย และอีกจุดประสงค์สำคัญของงานวิจัยก็คือ นอกจากพูดคุยได้ พวกเขายังอยากทำให้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เจรจาต่อรองเป็น ทั้งต่อรองกันเองและต่อรองกับคน ไม่เกี่ยวกับความจริงที่ว่ามันสร้างภาษาเองได้หรอก แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะสื่อสารและสนทนากับคนอย่างมีความหมายมากแค่ไหน ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะเรียนรู้และทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังคุยกับหุ่นยนต์อยู่ และทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่การพัฒนาไปตามกระบวนการเท่านั้นเอง
 
เมื่อ AI เริ่มครีเอทภาษาของตัวเองได้ โลกต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้างคุณรุ่งโรจน์ ตันเจริญ Chief Executive Officer บริษัท Rabbit Digital Group

ในส่วนของ คุณรุ่งโรจน์ ตันเจริญ Chief Executive Officer แห่ง Rabbit Digital Group บริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ยุคใหม่ ผู้มีความสนใจด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และติดตามวงการ AI (ปัญญาประดิษฐ์) อยู่เสมอ ได้ร่วมแสดงความเห็นว่า

“ผมคิดว่าการครีเอทภาษาเองได้ไม่ใช่ประเด็นหลัก มันเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่งที่ AI (ปัญญาประดิษฐ์) สามารถทำได้ ถ้ากลับไปอ่านบทความต่าง ๆ จะเห็นว่ามันคือการทำให้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) สามารถเจรจาต่อรองได้ ทำยังไงให้มันสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างภาษามนุษย์เองจะเห็นว่าไม่ได้เป็นภาษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด การที่ AI (ปัญญาประดิษฐ์) สองตัวสามารถสื่อสารและต่อรองกัน แต่ไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์เข้าใจ ถามว่าควรกังวลไหม เราอาจจะไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เพราะมันเป็นเพียงแค่วิธีการอย่างหนึ่ง ที่ AI (ปัญญาประดิษฐ์) สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น”

สิ่งที่นักวิจัยส่วนใหญ่กังวลจริง ๆ น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า Black Box ของ AI (ปัญญาประดิษฐ์) มากกว่า Black Box เปรียบเสมือน กล่อง ๆ หนึ่งที่เราใส่ Input เข้าไปแล้วมัน Output บางอย่างออกมา แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น มันมีวิธีคิด หรือตรรกะอะไรภายใต้กล่องใบนั้น
 
ในอดีตถ้าย้อนกลับไปในการศึกษาอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์แบบเดิม ไม่ว่ามันจะทำงานซับซ้อนแค่ไหน แต่โปรแกรมเมอร์สามารถไปนั่งอ่านและทำความเข้าใจการทำงานของมันได้ แต่ Black Box ของ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เป็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจเหตุและผลว่าเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะมันเกิดจากการเอา Data (ข้อมูล) นับแสน ๆ ล้าน ๆ ใส่เข้าไป และมันเรียนรู้ด้วยตัวเองจากข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งเป็นอัตราการเรียนรู้ที่เร็วมาก เพราะฉะนั้นวิธีคิดภายใน Black Box นั้นมันจะซับซ้อนมาก และมนุษย์ไม่สามารถตามได้ทัน
 
เมื่อ AI เริ่มครีเอทภาษาของตัวเองได้ โลกต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้างภาพการแข่งขันระหว่าง AlphaGo และ Lee Se-dol โปรหมากล้อมชาวเกาหลี
เครดิตภาพ: https://cdn.geekwire.com

ตัวอย่างเช่น การแข่งขันของอัลฟาโกะ ซึ่งเป็น AI (ปัญญาประดิษฐ์) เอาชนะแชมป์โกะ (หมากล้อม) ระดับโลก เราไม่สามารถวิเคราะห์วิธีคิดโดยละเอียดของอัลฟาโกะได้ว่าเป็นยังไง จริง ๆ แล้ว มันคิดอะไร ถึงเดินหมากบางตา จึงเกิดความกังวลว่าถ้าต่อไป Black Box กว้างกว่านี้ แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่หนักกว่านี้หรือลึกกว่านี้ได้ ถึงตอนนั้นเราจะสามารถเข้าใจหรือตามทันไหม เหมือนเราได้เจอคนนึงที่ฉลาดกว่าเรามาก แต่เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขาว่าเป็นยังไง หรือเขาคิดอะไรอยู่ มีกระบวนการคิดอย่างไร นั่นหมายความว่า เราไม่รู้ว่าเขาจะใช้ความฉลาดของเขาทำอะไรออกนอกลู่นอกทางเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า

“อีกเรื่องที่ผมมองว่า น่าจะเป็นปัญหามากกว่าการสร้างภาษาของตัวเอง คือ การแย่งงาน ซึ่งเป็นปัญหาระยะสั้นก่อนนะ ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาระยะยาวแบบ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ครองโลก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าย้อนกลับไปยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คนก็กลัวว่าเครื่องจักรจะแย่งงานคนไหม แล้วสุดท้ายมันก็แย่งงานคนจริง ๆ แต่ก็มีผลรายงานว่า คนที่ถูกแย่งงานส่วนนั้น เขาเปลี่ยนตัวเองไปทำงานภาคบริการแทน สมมติในสหรัฐฯ คนที่เคยทำงานในโรงงานเหล่านั้น ก็ย้ายไปทำร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น”
 
เมื่อ AI เริ่มครีเอทภาษาของตัวเองได้ โลกต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง

คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงบนโลกมันเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มันต่างตรงที่หาก AI (ปัญญาประดิษฐ์) พัฒนาไปได้ระดับหนึ่งจนถึงขั้นทำทุกอย่างที่คนทำได้ ไม่ว่าจะวาดภาพ แต่งเพลง เล่นตลก ถึงขนาดมีเรื่องเล่ากันว่า ถ้าเข้าผับไปจีบหญิง AI (ปัญญาประดิษฐ์) จะจีบติดก่อนเรา เพราะแม้แต่ Soft Skill หรือความสามารถด้านสังคมของมนุษย์ มันก็เก่งกว่าเรา ซึ่งสิ่งนี้มันต่างไปจากคลื่นลูกเดิม ๆ ที่เคยเป็นมา เมื่อก่อนเราหนีเครื่องจักรไปทำงานบริการ รูปแบบของเศรษฐกิจก็เปลี่ยนตาม แต่จุดนี้มันเหมือนมาถึงทางตัน เพราะสุดท้ายแล้ว ในอนาคต AI (ปัญญาประดิษฐ์) ทำได้ดีกว่าเราในทุก ๆ ด้าน เราจะไปทางไหนต่อ เป็นสิ่งที่ไม่เกิน 10 ปีนี้น่าจะได้รู้กัน

แต่สิ่งเหล่านี้เราคงยังไม่เห็นผลมันจริง ๆ จนกว่าที่มันจะเข้ามาใกล้ วันนี้หลาย ๆ คน ก็ยังจินตนาการไม่ออก ว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้จริงหรือ แต่เจ้าพ่อแห่งวงการธุรกิจและเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk และ Bill Gates รวมไปถึงนักฟิสิกส์ชื่อดังอย่าง Stephen Hawking ยังลงทุนทั้งเงินและเวลาอย่างมาก เพื่อชี้ให้โลกเห็นว่า AI (ปัญญาประดิษฐ์) เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องเตรียมรับมือ

ในอีกมุมหนึ่ง เว็บไซต์เทคโนโลยี VentureBeat ก็บอกว่า จริง ๆ ในระยะนี้ สิ่งที่เราน่าจะต้องเตรียมรับมือ น่าจะเป็นแง่มุมต่อไปนี้:

1. อาวุธสงคราม ‘โดรน’

โดรนถูกใช้อย่างแพร่หลายขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดจำนวนบาดเจ็บของทหาร แถมราคายังถูกลงกว่าอาวุธสงครามอื่น ๆ มาก เช่น เครื่องบินเจ็ทราคา 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่โดรนราคาเพียง 13 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ฟังดูเหมือนจะดี แต่ในมุมกลับกัน เมื่อราคาถูกลงนั่นแปลว่าใคร ๆ ก็สามารถครอบครองและใช้งานมันสังหารผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ถ้าลองค้นหาคลิปวิดีโอในยูทูปดู จะเห็นว่ามีโดรนที่ติดปืนกล รวมไปถึงติดระเบิดที่สามารถสังหารได้จากทางไกลเป็นกิโล ๆ ได้เลยทีเดียว ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงในระดับประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน

2. การควบคุม AI (ปัญญาประดิษฐ์)

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การสร้างภาษาหรือตัว AI (ปัญญาประดิษฐ์) แต่คือ ใครเป็นคนควบคุมมันมากกว่า เพราะพลังของมันสามารถกำหนดทิศทางและเปลี่ยนโลกได้ ถ้าตกอยู่ในคนหรือชาติที่หิวกระหายอำนาจ ก็อาจนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างผิด ๆ ได้ เป็นเหตุให้ทำไม นักวิจัยและเหล่าผู้มีอิทธิพลใน Silicon Valley ถึงได้รวมพลังกันจัดตั้ง OpenAI บริษัทวิจัยแบบไม่หวังผลกำไร เพื่อป้องกันสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

3. การเติบโตของ AI (ปัญญาประดิษฐ์)

เพราะการเติบโตที่มีแนวโน้มพุ่งสูง แถมยังมีสมมติฐานว่ามันอาจพัฒนาตนเองไปไกลกว่าคนที่ประดิษฐ์มันด้วยซ้ำ และอาจคงอยู่ยาวนานยิ่งกว่ายุคแห่งการเปลี่ยนแปลงไหน ๆ ของโลก เราจึงควรมีการจัดตั้งองค์กรหรือสถาบันที่จะรับมือกับการเติบโตอย่างไร้กฎเกณฑ์นี้ รวมทั้งทำความเข้าใจใน The Ethics of AI Development หรือจริยธรรมในการพัฒนา AI (ปัญญาประดิษฐ์) รวมทั้งข้อจำกัดและการรักษาความปลอดภัยในเหตุฉุกเฉินด้วย

สุดท้าย เราต้องแยกแยะให้ออกว่า แม้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) จะมีความน่ากังวลหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องจนปิดกั้นการพัฒนาใหม่ ๆ เพราะข่าวที่ทำให้คนตื่นตระหนก ทั้งที่มันเป็นเรื่องธรรมดาของระบบที่กำลังทดสอบหรือทำให้เรามีทัศนคติผิด ๆ กับระบบนั้น อาจทำให้เราไขว้เขวจากปัญหาที่ควรจะใส่ใจและเตรียมรับมือจริง ๆ ก็ได้
 
ที่มาข้อมูล: Forbes, QUATZ, VentureBeat
Tag
Related Content