Blockchain (บล็อกเชน) พัฒนาจากเดิมไปแค่ไหน และจะนำมาสู่ Trust Economy ได้จริงหรือไม่


Editorial Team
Date: 26/07/2560
0 Share

finnovate-blog-blockchain-revolution-and-trust-economy-still-reliable-in-2017
 
ด้วยระบบที่พยายามอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบได้ ความโปร่งใส และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน Blockchain (บล็อกเชน) จะก้าวได้ไกลขนาดไหน ต้องติดตาม
 
Trust...โดยปกติแล้ว การที่เราจะ Trust หรือเชื่อใจใครสักคนมากพอที่เราจะยินดีทำธุรกรรมกับเขา โดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงิน มักจะมีปัจจัยอยู่ 2 ข้อ

ข้อแรก คือ คน ๆ นั้นเป็นคนที่เรารู้จักเป็นอย่างดีมานานระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งมักจะจำกัดวงแค่คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเท่านั้น

ข้อสอง คือ คน ๆ นั้นเป็นคนที่ถึงแม้เราอาจจะยังไม่รู้จักเขาดี แต่เราสามารถเช็กความน่าเชื่อถือกับคนอื่น ๆ รอบข้างได้ เช่น เรารู้จักกับครอบครัวหรือเพื่อนของเขา หรือมี “ตัวกลาง” อื่น ๆ ที่เป็นสถาบันที่เชื่อถือได้มารับรอง
 
ทุกวันนี้ในโลกการทำธุรกรรมต่าง ๆ นั้น มักตกอยู่ในประเภทที่สอง เช่น หากจะกู้ยืมเงินจากธนาคาร ก็ต้องมีผู้ค้ำประกัน แม้แต่แอปพลิเคชันออนไลน์ต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะการเชื่อมต่อคนเข้าหากัน ก็ยังต้องพึ่งพาคอนเซ็ปต์นี้ เช่น แอปเรียกรถ ต้องมีศูนย์กลางคัดกรองคนขับก่อน และยังมี ระบบให้เรทติ้งคนขับ เพื่อผู้เรียกสามารถดูเรทติ้งได้ว่า ผู้ใช้บริการคนอื่น ๆ คิดเห็นอย่างไรกับคนขับรายนี้

Blockchain (บล็อกเชน) กับการสร้าง Trust ในหมู่ Untrust
ทว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี Blockchain (บล็อกเชน) นั้น กำลังจะเพิ่มทางเลือกข้อที่สามขึ้นมา โดยแทนที่จะพึ่งพาคนกลางคนใดคนหนึ่ง ตัว Blockchain (บล็อกเชน) เองจะทำหน้าที่เป็นสะพานกลาง ให้ นาย A และ นางสาว B ผู้ที่อาจจะยังไม่เคยเจอหน้าตาตัวจริงกันมาก่อน เชื่อถือธุรกรรมในครั้งนี้ โดยอาศัย Digital Reputation (ชื่อเสียงบนโลกดิจิทัล) ซึ่งมาจากการที่ Blockchain (บล็อกเชน) นำข้อมูลธุรกรรม ส่งต่อให้ Community members ในเครือข่ายของ Blockchain (บล็อกเชน) นั้น ๆ ได้มีการบันทึกรหัสข้อมูลด้วย

มีใครใช้ Blockchain กันไปถึงไหนแล้ว
ธนาคารและสถาบันทางการเงิน เป็นอุตสาหกรรมแรก ๆ ที่มีความตื่นตัวในการนำ Blockchain เข้ามาใช้ รายงานที่ IBM สำรวจจาก 200 ธนาคารทั่วโลกระบุว่า 15% ของธนาคารเหล่านั้น จะทำให้ระบบของ Blockchain เกิดขึ้นและใช้งานได้จริงภายในปี 2017 และจะขยับสู่ 66% ภายในอีก 4 ปี สำหรับในปี 2016-2017 นั้น สถานะส่วนใหญ่จะยังอยู่ในขั้นทดลอง (Testing phase) ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าจากธนาคารบางราย เช่น HSBC และ State Street ได้ทดสอบกับธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วน UBS และ Santander ก็ได้ทดสอบกับการโอนเงินข้ามประเทศเรียบร้อย โดยธนาคารส่วนใหญ่จะโฟกัสอยู่ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ Consumer Lending (บริการให้กู้ยืมเงินกับบุคคลธรรมดา) Retail Payments (การชำระเงินรายย่อย) และ Reference Data (ข้อมูลการอ้างอิง) ซึ่งเกี่ยวกับการแชร์ข้อมูลการโอนระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันต่างๆ แบบเรียลไทม์

ในขณะที่ธนาคารญี่ปุ่นก็เคยมีข่าวในการวางแผนจะใช้ Blockchain (บล็อกเชน) ของ Ripple และธนาคารกรุงศรีนั้นก็มีการเปิดโอนเงินระหว่างประเทศด้วย Blockchain (บล็อกเชน) เช่นกัน

การประยุกต์ใช้เรื่อง Digital Reputation อย่างที่กล่าวมานั้น ยังสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยรายงานจาก Deloitte ระบุว่า ในอีกราว ๆ 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า จะมีหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลก เข้ามาศึกษาเรื่องการนำ Blockchain มาใช้กับการทำ Digital Reputation
 
สตาร์ทอัพเองก็สามารถนำจุดเด่นเรื่องนี้ มาสร้างสรรค์ธุรกิจได้ Nathan Blecharczynk ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น CTO ของ Airbnb เคยให้สัมภาษณ์ว่า Airbnb เองในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อคนแปลกหน้าเข้าหากัน แพลตฟอร์มเองก็สนใจอยากทราบสัญญาณของแต่ละคนว่ามี Reputation ในระดับไหน ไม่แน่ว่าในอนาคต Airbnb อาจจะต้องการวัด Reputation ของคุณ ในระดับหนึ่ง ก่อนที่คุณจะไปพักอาศัยในบ้านบางประเภท
 
สำหรับปี 2017 นั้น ยังเป็นการยากที่จะบอกได้ว่า Blockchain (บล็อกเชน) จะเข้ามาสร้าง Trust Economy ได้จริงหรือไม่ มันมีศักยภาพสูงในด้านคอนเซ็ปต์ของเทคโนโลยี แต่ในด้านการใช้งานจริง เรายังต้องการเวลาอีกสักสองปี เพื่อดูการนำมาใช้จริง เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเรื่องการปรับตัวของคน และปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
Related Content