กลุ่มธนาคารญี่ปุ่นมีแผนที่จะใช้เทคโนโลยี blockchain (บล็อกเชน) ของ Ripple ที่มี Google เป็นผู้สนับสนุนเงินลงทุนเพื่อทำการชำระเงิน


Editorial Team
Date: 09/06/2560
0 Share

finnovate-blog-banner-japan-bank-consortium-plan-to-use-blockchain.jpg

สมาคมธนาคารในญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีบัญชีรายการเดินบัญชีแบบกระจายตัว หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ blockchain (บล็อกเชน) จากบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคที่มี Google เป็นผู้สนับสนุนเงินลงทุน เพื่อทำการชำระเงินภายในประเทศและต่างประเทศ
 
finnovate-blog-japan-bank-consortium-plan-to-use-blockchain.jpg

สิ่งนี้เป็นการดำเนินการตามโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จโดยมีสมาชิก 47 แห่งของสมาคมร่วมใช้เทคโนโลยีจาก Ripple ที่เป็นสตาร์ทอัพด้าน blockchain (บล็อกเชน) เพื่อสร้างแพลตฟอร์มในการชำระเงินบนระบบคลาวด์ที่เรียกว่า RC Cloud แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้สมาชิกของสมาคมธนาคารสามารถทำการโอนเงินในญี่ปุ่นได้แบบตามเวลาจริง และสามารถทำการชำระเงินข้ามประเทศได้ในราคาที่ถูกมาก

“จุดประสงค์ของสมาคม คือ ทำให้การชำระเงินภายในประเทศและต่างประเทศนั้นมีประสิทธิภาพ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีรายการเดินบัญชีแบบกระจายตัวล่าสุดที่มีอยู่ในขณะนี้” เอมิ โยชิคะวะ กรรมการ/ผู้อำนวยการฝ่ายร่วมทุนและหุ้นส่วน (joint venture partnership) บริษัท Ripple ได้กล่าวไว้กับ CNBC

สมาคมธนาคารนี้ได้เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมและเป็นตัวแทนของธนาคารต่าง ๆ กว่าร้อยละ 30 ของธนาคารในญี่ปุ่น ตามที่โยชิคะวะได้กล่าวไว้ โดยสมาชิก ได้แก่ AEON Bank, Nomura Trust and Banking, Resona Bank และ Mizuho

ธนาคารขนาดเล็กหลายแห่งที่มีการชำระเงินในปริมาณที่น้อย จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มธนาคารที่ใหญ่กว่าของตนเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายคงที่รายปีที่สูงสำหรับสมาชิกในสำนักหักบัญชี ทำให้พวกเขาไม่สามารถควบคุมค่าธรรมเนียมต่อการทำธุรกรรมได้มากนัก ส่งผลให้การทำธุรกรรมมีราคาแพงและไม่มีกำไรมาก
 
“โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ก็ให้ความเอื้อเฟื้อต่อผู้ดำเนินการที่มีกำลังผลิตสูงมากกว่า”
ดิลิป ราโอ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Ripple ได้กล่าวไว้กับ CNBC “(พวกเขา) ได้ราคาที่ถูกกว่า”

นี่คือจุดที่ Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของ Ripple ได้เข้ามา โดยจะทำการบันทึกและจัดเก็บการทำธุรกรรมออนไลน์ทั้งหมดไว้อย่างปลอดภัยบนระบบเครือข่าย peer-to-peer ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการมีธนาคารตัวกลางหรือศูนย์กลางที่ทำการชำระบัญชีและการชำระหนี้

“ด้วยเทคโนโลยีรายการเดินบัญชีแบบกระจายตัว ระบบกลางจึงไม่มีความจำเป็น เพราะคนธรรมดาคนหนี่งสามารถทำธุรกรรมกับคนธรรมดาอีกคนหนึ่งได้ และทำได้ในราคาที่ถูกไม่ว่าเขาจะทำธุรกรรม 10,000 ครั้ง หรือ 2 ครั้งก็ตาม” ราโอ ได้กล่าวไว้

จากการวิเคราะห์ของ Ripple หากดูที่การส่งเงินรายย่อยและการชำระเงินขององค์กรแล้ว เทคโนโลยีรายการเดินบัญชีแบบกระจายตัวนั้นมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมได้ถึงร้อยละ 60 และ 50 ตามลำดับ

โยชิคะวะ กล่าวว่า เธอคาดว่าจะมีธนาคารอีก 10 ถึง 20 แห่งเข้าร่วมสมาคมในปีนี้ ซึ่งจะทำให้มีสมาชิกในสมาคมเป็น 50 ถึง 60 ธนาคาร หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของธนาคารในญี่ปุ่นทั้งหมด และคาดว่า RC Cloud จะเริ่มเปิดตัวใช้งานจริงได้ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่นนั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่สมาร์ทโฟนจนถึงรถยนต์อัจฉริยะ แต่ระบบธนาคารของญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างหัวโบราณและระมัดระวังในการนำเทคโนโลยีและระบบใหม่ ๆ เข้ามาใช้

แต่เพื่อแลกกับข้อเสนอที่จะกลายเป็นผู้นำฟินเทคในภูมิภาค ทางการและธนาคารต่าง ๆ ของญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจกับระบบ blockchain (บล็อกเชน)

ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้พูดถึงเทคโนโลยีรายการเดินบัญชีแบบกระจายตัวและศักยภาพในการใช้งานของมันแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมาธนาคารกลางได้ประกาศทำโครงการวิจัยร่วมกับธนาคารกลางของยุโรปเกี่ยวกับ blockchain (บล็อกเชน) กลุ่มบริษัทการเงินมิชซูบิชิ UFJ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม Blockchain R3 และเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น กำลังพยายามที่จะพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล (MUFG Coin) ของตัวเองเพื่อโอกาสที่จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ และเพื่อให้บริการต่อลูกค้าธนาคารขนาดเล็ก

ราโอ กล่าวว่า การพัฒนาใหม่ ๆ ของฟินเทคอย่าง blockchain (บล็อกเชน) ในญี่ปุ่นนั้นแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ

“พวกเขามีความสนใจต่อบิตคอยน์และบล็อกเชนเป็นอย่างมาก และยังตระหนักรับรู้ถึงสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น” โยชิคะวะกล่าว

คำชี้แจง: บทความนี้ได้รับการปรับปรุงตามคำชี้แจงเกี่ยวกับคำพูดจาก เอมิ โยชิคะวะ
 
ที่มา: The Asian Banker
Related Content