สุดยอด 12 บริษัทฟินเทคที่น่าจับตามอง


Editorial Team
Date: 19/04/2560
0 Share



ฟินเทคมีศักยภาพการเติบโตสูง และมีโอกาสคิดค้นนวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้อีกมาก

โกลแมน แซคส์ (Goldman Sachs) คาดว่า เทคโนโลยีด้านการเงิน หรือ “ฟินเทค” ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมล้ำสมัยที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพ เพราะมีศักยภาพการเติบโตสูง และมีโอกาสคิดค้นนวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันได้อย่างแทบไม่มีสิ้นสุด อันที่จริงแล้ว บริษัทที่มุ่งมั่นเหล่านี้มีแนวโน้มจะดึงรายได้มูลค่าสูงถึง 4.7 ล้านดอลลาร์มาจากบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม

บริษัทฟินเทค มีบทบาทในธุรกิจการบริหารจัดการบัญชี การให้กู้และให้เงินทุน ขั้นตอนการชำระเงิน รวมถึงสินทรัพย์ทางการเงินและตลาดทุน แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของบริษัทขนาดเล็กและใหญ่ก็คือ การที่บริษัทฟินเทคเหล่านี้เน้นความต้องการของลูกค้า ข้อมูลทางการเงินและการประมวลผลก็มีให้พร้อม ซึ่งช่วยให้ธุรกิจจัดการเรื่องสำคัญได้รวดเร็ว อีกทั้งนำเสนอวิธีให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางช่องทางดิจิทัลได้ทันที ราบรื่น และรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมาก่อน 

ผู้บริหารกองทุนร่วมลงทุน (Venture capitalist) เริ่มสังเกตเห็นว่าฟินเทคได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยมีการใช้เงินร่วมทุนมูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์ และลงทุนในบริษัทที่มีความต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ (growth equity) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตามรายงานของบริษัท McKinsey (แมคคินซี)  และตามการคาดการณ์ของ PricewaterhouseCoopers (ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) น่าจะเกิดการลงทุนกับบริษัทฟินเทคเป็นจำนวนกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า

บริษัทฟินเทคจะประสบความสำเร็จได้เพราะสร้างฐานลูกค้าใหม่เท่านั้น สตาร์ทอัพร้อยละ 90 นั้นล้มเหลว และฟินเทคก็เช่นเดียวกัน อันที่จริง เราอาจแย้งว่าบริษัทฟินเทคมีเส้นทางการทำงานที่ยากลำบากกว่าสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มากนัก เพราะเทคโนโลยีของบริษัทเหล่านี้ดูแลเรื่องการโอนเงินโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนสำหรับทุกคน ถ้าสตาร์ทอัพทำพลาดแม้แต่นิดเดียว ก็อาจสูญเสียความน่าเชื่อถือไปตลอดได้

แต่ถึงแม้จะมีปัจจัยเหล่านี้ สตาร์ทอัพด้านฟินเทคหลายบริษัทก็ยังทำได้ดีกว่าที่คาดไว้และกลายเป็นบริษัทชั้นนำ เพราะสามารถระบุกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (niche) ได้ รวมทั้งยังสามารถสร้างเทคโนโลยีทันสมัยได้จริง และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ต่อไปนี้เป็นบริษัทฟินเทค 12   อันดับต้นที่น่าจับตามองในปีนี้

1. Stripe (สไตรป)

ก่อตั้งโดยสองพี่น้อง Patrick กับ John Collison (แพทริค กับ จอห์น คอลลิสัน) Stripe เป็นคู่แข่งของบริษัทฟินเทคอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือ PayPal (เพย์พาล)  บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไอริชแห่งนี้ดำเนินการในกว่า 25 ประเทศ โดยให้ทั้งบุคคลทั่วไปและธุรกิจชำระเงินทางอินเทอร์เน็ต

เมื่อไม่นานมานี้ Stripe ทำรายได้ 150 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน 2559 จากการตกลงธุรกิจระหว่าง General Catalyst Partners (เจเนรัล คะตะลิสต์ พาร์ทเนอร์ส) กับ CapitalG (แคปิตอลจี) ซึ่งตีมูลค่าสตาร์ทอัพที่ 9,200 ล้านดอลลาร์ เงินจำนวนนี้สูงเกือบ 2 เท่าของการประเมินมูลค่าบริษัทที่ 5 พันล้านดอลลาร์เมื่อปี 2558 Stripe ได้รับการสนับสนุนจาก Sequoia Capital (ซีคัว แคปิตอล), Andreessen Horowitz (แอนดรีเซ็น โฮโรวิทซ์) และผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ได้แก่ Peter Thiel (ปีเตอร์ เธียล) และ Elon Musk (เอลอน มัสค์)

Stripe เริ่มธุรกิจจากการให้บริการลูกค้ารายย่อยก่อน ในปี 2559 บริษัทที่ติดโผรายชื่อ Fortune 500 (ฟอร์จูน 500) ก็เริ่มมาใช้บริการของ Stripe “ปีนี้ Target (ทาร์เก็ต), SAP (แซพ), NFL (เอ็นเอฟแอล) และแคมเปญรณรงค์ของประธานาธิบดีก็ใช้บริการของ Stripe เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการชำระเงินที่สร้างไว้ในแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” วิล เกย์บริค (Will Gaybrick) ผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน (CFO) ของ Stripe กล่าว

2. YapStone (แยปสโตน)

YapStone ก่อตั้งในปี 2542 เน้นนำเสนอโซลูชั่นชำระเงินแบบครบวงจรให้ตลาดออนไลน์ของเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และตลาดแนวตั้ง ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เช่น อพาร์ตเมนต์ และสถานที่พักผ่อนให้เช่า (vacation rental) Tom Villante (ทอม วิลแลนท์) CEO ของ YapStone กล่าวว่า “กลยุทธ์ของเราคือการเป็นบริษัทที่ให้บริการชำระเงินสำหรับทุกอย่างในตลาดออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก”
 

 
การเน้นในเรื่องนี้ช่วยให้ YapStone มีจำนวนพนักงาน รายได้ และปริมาณการชำระเงินเพิ่มขึ้น โดยบริษัทให้บริการชำระเงินมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่านับตั้งแต่ทำรายได้ 50 ล้านดอลลาร์จาก Accel Partners (แอคเซล พาร์ทเนอร์ส) และ Meritech Capital Partners (เมอริเทค แคปิตอลพาร์ทเนอร์ส) ในปี 2554 นอกจากนี้ YapStone ยังทำรายได้รวมทั้งสิ้นถึง 110 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่เริ่มกิจการ

3. Braintree (เบรนทรี)

Braintree มีสำนักงานที่ชิคาโก ซานฟรานซิสโก ลอนดอน ซิดนีย์ และสิงคโปร์ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเรื่องระบบการชำระเงินทางมือถือและเว็บไซต์สำหรับบริษัทอีคอมเมิร์ซ   PayPal ซื้อกิจการของ Braintree ในปี 2556 ด้วยเงิน 800 ล้านดอลลาร์ เทคโนโลยีของ Braintree  ให้บริการรับเงินหรือหักเงินผ่านบัญชี  PayPal, Apple Pay (แอปเปิ้ลเพย์), Android Pay (แอนดรอยด์เพย์), Venmo (เวนโม) และการชำระเงินด้วยบิทคอยน์ (bitcoin) ผ่านทางเว็บไซต์ของอีคอมเมิร์ซและทางมือถือ ได้แก่ Airbnb (แอร์บีเอ็นบี), Uber (อูเบอร์), Hotel Tonight (โฮเต็ล ทูไนท์), LivingSocial (ลิฟวิ่งโซเชียล) และเกมส์ Angry Birds (แองกรี เบิร์ดส)

Braintree เป็นบริษัทฟินเทคอันดับแรก ๆ ที่เน้นการทำธุรกิจบนมือถือ “คนกำลังเปลี่ยนมาทำธุรกรรมการเงินทางมือถือมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้จะมาเร็วมาก”  Bill Ready (บิลล์ เรดดี้) CEO ของ Braintree กล่าว นอกจากนี้ บริษัทได้ทำธุรกรรมมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2558

ปริมาณธุรกรรมทางเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 25 เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในแต่ละปีตั้งแต่ที่บริษัทถูกซื้อกิจการไป ในปี 2558 บริษัทกล่าวว่ามีปริมาณการชำระเงินมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์

4. Adyen (แอดเยน)

Adyen เป็นบริษัทเทคโนโลยีในอัมสเตอร์ดัม ซึ่งนำเสนอซิงเกิล โซลูชั่น (single solution) ให้ธุรกิจรับการชำระเงินจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก Adyen ให้บริการธุรกิจกว่า 4,500 ราย ได้แก่ Facebook (เฟซบุ๊ก), Uber, Airbnb, Netflix (เนทฟลิกซ์), L'Oreal (ลอรีอัล), Spotify (สปอตทิฟาย), Dropbox (ดรอปบ็อกซ์), Evernote (เอเวอร์โน้ต), Booking.com (บุ๊คกิ้งดอทคอม) , Vodafone (โวดาโฟน), Mango (แมงโก้), Crocs (ครอกส์), O'Neill (โอนีล), SoundCloud (ซาวด์คลาวด์), KLM (เคแอลเอ็ม), และ JustFab (จัสท์แฟบ)

เมื่อไม่นานมานี้ Ayden ถูกเรียกว่าเป็นผู้นำในหมู่ธุรกิจบริการชำระเงินระดับโลก (Global Commerce Payment Providers) อัตราการเติบโตเท่าตัวของ Ayden ทำให้บริษัทเป็นอันดับต้น ๆ ของบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)     ในปี 2558 บริษัทมีรายได้เกือบเท่าตัว คือ 350 ล้านดอลลาร์ โดยให้บริการด้านการชำระเงินกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้บริษัทมีมูลค่าประเมินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์

5. Lending Club (เล็นดิ้ง คลับ)

Lending Club ถือเป็นผู้บุกเบิกวงการฟินเทค เป็นบริษัทให้กู้ระหว่างบุคคลกับบุคคล (peer-to-peer lending) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย   Lending Club เป็นผู้บริหารแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการกู้ระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่งช่วยให้ผู้ขอกู้ได้สินเชื่อ ส่วนนักลงทุนก็สามารถซื้อตั๋วเงินที่มียอดชำระเงินกู้เป็นประกัน

Lending Club เติบโตตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนจดทะเบียนในตลาดหุ้นในขณะที่จัดสรรทุนเป็นจำนวน 7,600 ล้านดอลลาร์ และปัจจุบันนี้ ปล่อยกู้ให้ธุรกิจรายย่อย บริษัทรายงานว่ามีเงินกู้มูลค่า 15,980 ล้านดอลลาร์บนแพลตฟอร์มของตนในปี 2558

6. Addepar (แอดดิพาร์)

Addepar ก่อตั้งโดย Joe Lonsdale (โจ ลอนส์เดล) และ Jason Mirra (เจสัน มิร์รา) ในปี 2552  เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ช่วยบริหารการลงทุน นำเสนอแพลตฟอร์มทางการเงินแบบครบวงจรในรูปแบบซอฟท์แวร์ ซึ่งสำนักงานธุรกิจครอบครัว (single and multi-family offices) ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่ง (wealth advisor) สถาบันการเงินขนาดใหญ่ กองทุนคงยอดเงินต้น (endowment) และมูลนิธิต่างก็ใช้งาน

Addepar เติบโตร้อยละ 97 ในแต่ละปี และ Addepar รายงานว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวมีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ บริษัทเพิ่งประกาศเป็นพันธมิตรกับ Salesforce (เซลส์ฟอร์ซ) เมื่อเร็ว  ๆ นี้

Addepar ชนะรางวัล CODiE Award (โคดี อวอร์ด) ในปี 2559 สาขาโซลูชั่นบริหารการเงินยอดเยี่ยม (Best Financial Management Solution)

7. Commonbond (คอมมอนบอนด์)

เนื่องจากเงินกู้เพื่อการศึกษาเป็นปัญหาสำคัญ Commonbond จึงให้กู้เงินบนตลาดออนไลน์  ซึ่งช่วยผู้ขอกู้ลดค่าใช้จ่ายสำหรับเงินกู้เพื่อการศึกษา และให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในขณะเดียวกัน บริษัทรีไฟแนนซ์เงินกู้ให้ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยช่วยผู้ขอกู้ประหยัดเงินไปได้โดยเฉลี่ยกว่า 14,000 ดอลลาร์ตลอดช่วงเวลาที่กู้
 

บริษัทก่อตั้งในปี 2555 โดย David Klein (เดวิด ไคลน), Michael Taormina (ไมเคิล ทาออร์มินา) และ Jessup Shean (เจสสับ ชีน) เมื่อปี 2559 บริษัทหาเงินเพื่อกู้ได้ 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้กับผู้ที่อาจขอกู้ ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา  Commonbond มีรายได้ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์

Commonbond เป็นบริษัทที่น่าสนใจเพราะเทคโนโลยีที่ช่วยให้ขั้นตอนขอเงินกู้เพื่อการศึกษาสะดวกและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโมเดลธุรกิจที่เน้นบริการลูกค้าด้วย  CommonBond รีไฟแนนซ์เงินกู้เพื่อการศึกษาเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2559

8. Kabbage (แคบเบจ)

เนื่องจากคนขอสินเชื่อจากธนาคารได้ยากขึ้น  Kabbage จึงให้เงินทุนแก่ธุรกิจรายย่อยและลูกค้าโดยตรงด้วยการใช้แพลตฟอร์มให้กู้เงินแบบอัตโนมัติ บริษัทก่อตั้งโดย Rob Frohwein (รอบ โฟรเวน), Marc Gorlin (มาร์ค กอร์ลิน) และ Kathryn Petralia (แคธรีน เพทราเลีย) ในปี 2552 และมีสำนักงานใหญ่ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย

ผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจขนาดย่อมของ Kabbage ให้วงเงินสูงสุด 100,000 ดอลลาร์ โดยดูจากข้อมูล ได้แก่ ปริมาณธุรกิจ ระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจ ปริมาณธุรกรรม กิจกรรมทางโซเชียลมีเดีย และคะแนนเครดิต (credit score) ของผู้ขาย ในปี 2558 บริษัทให้ธุรกิจขนาดย่อมกู้เป็นจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์

ในปี 2559 Kabbage ทำรายได้ 135 ล้านดอลลาร์ และบริษัทมีมูลค่าประเมิณอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ และในปี 2559 สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี (CNBC) จัดอันดับ Kabbage ให้เป็น 50 บริษัทอันดับต้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (CNBC's annual Disruptor 50 List) และอยู่ในรายชื่ออิงค์ 500 (Inc. 500 list) 2 ปีติดต่อกัน

9. Robinhood (โรบินฮูด)

Robinood ก่อตั้งในปี 2556 โดย Vladimir Tenev (วลาดิเมียร์ เทเนฟ) และ Baiju Bhatt (ไบจู แบทท์) เป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ซึ่งให้คนลงทุนบนสมาร์ทโฟนกับบริษัทมหาชนและกองทุนอีทีเอฟ (exchange-traded fund) ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

เมื่อเดือนมีนาคม 2559 บริษัทมีลูกค้าเกือบ 1 ล้านราย และทำรายได้ทั้งสิ้นประมาณ 66 ล้านในกองทุนร่วมธุรกิจ (venture capital funding)

10. Wealthfront (เวลธ์ฟรอนท์)

Wealthfront ให้บริการด้านการลงทุนแบบอัตโนมัติ ซึ่งก่อตั้งในปี 2556 โดย Andy Rachleff (แอนดี้ ราเคลฟฟ์) และ Dan Carroll (แดน คาร์โรลล์)  Wealthfront เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน (financial niche) เกิดใหม่ ที่รู้จักกันในชื่อ “หุ่นยนต์ที่ปรึกษา” บริษัทตั้งเป้าหมายจะพลิกโฉมธุรกิจหลักด้านการให้คำปรึกษาทางการเงินซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนแบบดั้งเดิมที่มีพนักงานให้คำปรึกษาเกี่ยวกับหุ้นและกองทุนรวมมาเป็นเวลานานนับสิบ ๆ ปี


 
บริษัทเริ่มดำเนินการในปี 2556 โดยมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการ (asset under management) 97 ล้านดอลลาร์ และเติบโตร้อยละ 450 ภายในหนึ่งปี   Wealthfront มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ณ เดือนธันวาคม 2559 และบริษัทมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์

11. SoFi (โซไฟ)

SoFi ก่อตั้งในปี 2555 โดย Mike Cagney (ไมค์ แคกนี) Dan Macklin (แดน แมคลิน)  James Finnigan (เจมส์ ฟินนิแกน) และ Ian Brady (เอียน เบรดี) เป็นบริษัทบริหารเงินส่วนบุคคลออนไลน์ ซึ่งรีไฟแนนซ์เงินกู้เพื่อการศึกษา การจำนอง และสินเชื่อส่วนบุคคล

การปล่อยกู้ของบริษัทไม่สนใจคะแนนเครดิต (credit score) อันเข้มขวดที่ธนาคารใช้แทนตัวชี้วัดความสามารถในการชำระเงินคืน ผู้มีรายได้สูงแต่ไม่รวย (High Earners Not Rich Yet หรือ HENRYs) เป็นฐานลูกค้าหลัก ณ ปี 2559 SoFi ให้เงินกู้ทั้งสิ้นกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ และมีสมาชิก 175,000 ราย ปัจจุบันนี้ บริษัทวางแผนจะแข่งกับธนาคารโดยตรง Cagney กล่าวว่า “เรามั่นใจว่าในปี 2560 คุณจะมีบัญชีธนาคารของ Sofi ... พร้อมกับบัตรเดบิตและ/หรือเครดิตแน่ ๆ” 

12. BillGuard (บิลการ์ด)

มี 2 อย่างที่ผู้ใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตไม่ชอบ นั่นคือ ธุรกรรมฉ้อโกงผ่านบัตร และค่าธรรมเนียมแฝง BillGuard เป็นบริษัทดูแลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการบริหารเงินส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานทราบเรื่องเงินทองของตน แอปพลิเคชันบนมือถือและเว็บไซต์ช่วยตรวจสอบธุรกรรมบนบัตรเครดิตและเดบิต แจ้งเตือนผู้ใช้ถึงกิจกรรมที่ผิดปกติ เช่น สแกม (scam) การเรียกเก็บเงินผิด ธุรกรรมฉ้อโกงผ่านบัตร และค่าธรรมเนียมแฝง

Yaron Samid (ยารอน ซามิด) และ Raphael Ouzan (ราฟาเอล อูซาน) ก่อตั้งบริษัทในปี 2553 และบริษัทได้แจ้งเตือนผู้ใช้งานเรื่องค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่น่าสงสัยเป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์ ในปี 2558   BillGuard ถูก Prosper Marketplace (พรอสเปอร์ มาร์เก็ตเพลส) ซื้อกิจการด้วยเงินจำนวน 30 ล้านดอลลาร์  และ Market Consensus (มาร์เก็ต คอนเซ็นซัส) เรียก BillGuard ว่าเป็นหนึ่งในอันดับต้น ๆ ด้านนวัตกรรมการธนาคารออนไลน์ ส่วน American Banker (อเมริกัน แบงเกอร์) ถือว่า BillGuard เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ติด 10 อันดับต้น ๆ
 
ที่มา: Entrepreneur
Tag
Related Content