5 เทรนด์ของดิจิทัลไฟแนนซ์ที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีทำธุรกรรมทางการเงินในปี 2017


Editorial Team
Date: 18/07/2560
0 Share

5 เทรนด์ของดิจิทัลไฟแนนซ์ที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีทำธุรกรรมทางการเงินในปี 2017
 
ระบบการเงินแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทในโลกของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปนี้คือ 5 เทรนด์ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินของเราอย่างแน่นอน

ถึงปี 2017 จะล่วงเลยมาถึงครึ่งปีแล้ว แต่โลกของระบบการเงินแบบดิจิทัล (Digital Finance) ในปีนี้ก็ยังมีหลายสิ่งที่น่าสนใจให้เราได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ฟินเทค (Fintech) ที่กลายเป็นที่รู้จักและเริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่อุตสาหกรรมรูปแบบนี้ได้รับการสนับสนุนและได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ในทุกวันนี้ธุรกรรมทางการเงินส่วนใหญ่ ตั้งแต่การทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการชำระค่าใช้จ่าย การวิเคราะห์และการเก็บข้อมูล ถูกคิดขึ้นใหม่โดยบริษัท Startup ด้านฟินเทค (Fintech) ต่าง ๆ และด้วยศักยภาพของบริษัท Startup ที่ต้องเตรียมแผนเสนอเหล่านักลงทุน เพื่อเจาะตลาดต่างจึงทำให้สามารถหาเงินลงทุนจากแหล่งเงินลงทุนรวมได้มาก

ในปีนี้ เรามาดูสิ่งที่สามารถคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในโลกของการเงินดิจิทัลและสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงวิธีในการทำธุรกรรมทางการเงินของเราได้อย่างไร
 
ประสบการณ์ของลูกค้าเพิ่มขึ้น

เมื่อกล่าวถึงประสบการณ์ของลูกค้าลักษณะการบริการลูกค้าแบบเข้าถึงตัวบุคคลย่อมดีกว่าเสมอ ดังนั้น ในปี 2017 สำนักข่าว Fintechnews ของประเทศสิงคโปร์ คาดการณ์ไว้ว่าสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเสริมบริการลูกค้าผ่านประสบการณ์ของลูกค้าเชิงรุกโดยการให้บริการทางการเงินที่เป็นส่วนบุคคลมากขึ้น การบริการเหล่านี้อาจรวมถึงเรื่องของการจำนอง การฝากเงินออมและการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ผลการวิจัยของ the Financial Brand พบว่าองค์กรหลายแห่งที่ให้บริการทางการเงินแบบเก่า มีประสิทธิภาพน้อยลงอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการเปิดบัญชีดิจิทัลที่เจาะจงลูกค้าและการอำนวยความสะดวกในกระบวนการเสนอขายสินค้าใหม่ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายเดิม ช่องว่างเหล่านี้จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสถาบันที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อที่จะกลายมาเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า (Customer-centric)
 
เทคนิคการวิเคราะห์ขั้นสูง Big data และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI)

Fintech Singapore รายงานว่า สถาบันทางการเงินได้ทำการเรียบเรียงข้อมูลของลูกค้าที่มีความยินยอมที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จนถึงในขณะนี้ บริษัทต่าง ๆ ยังไม่นำข้อสัญญา การโฆษณาที่ได้เผยแพร่ การวิเคราะห์ และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) มาทำเป็นรูปธรรม ซึ่งโดยส่วนมาก ยังไม่นำข้อมูลที่มีไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

ดังนั้นปี 2017 จึงถือเป็นโอกาสอันเป็นประวัติการณ์ที่สถาบันการเงินจะเป็นผู้สนับสนุนนวัตกรรมสำหรับผู้บริโภคอย่างแท้จริงโดยการใช้ข้อมูลในระดับเดียวกันกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่หยุดชะงัก เช่น Amazon หรือ Netflix โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นรายบุคคลและบริการส่วนบุคคล
 
การเปิด APIs

ธนาคารผู้เปิดเครดิตซึ่งหมายถึง การเปิด APIs ทำให้ผู้พัฒนาที่เป็นบุคคลที่สามหรือบุคคลภายนอกสามารถสร้างแอปพลิเคชันและบริการในสถาบันการเงินได้

การเปิด APIs มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขการบริการทางการธนาคารรูปแบบเดิม ทำให้ธนาคารปัจจุบันสามารถสร้างและดำเนินการกับสินค้าและบริการที่มีการผสมผสานระหว่างรูปแบบเก่าและใหม่ที่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคยมีมา นอกจากนี้การเปิด APIs ยังหมายถึง การที่ผู้ถือบัญชีจะมีทางเลือกในธุรกรรมที่โปร่งใสมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูลที่เปิดเผยได้จนถึงข้อมูลส่วนตัว

และที่สำคัญ ธนาคารต่าง ๆ มองการเปิด APIs เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นระบบที่มีการเชื่อมต่อน้อยและยังสามารถให้บุคคลภายนอกหรือบุคคลที่สามเข้าถึงได้เป็นจำนวนมาก ในทางกลับกัน บริษัทด้านฟินเทค (Fintech) จะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของสถาบันเหล่านี้
 
การร่วมมือระหว่างบริษัท Bank-Fintech ที่มากขึ้น

เมื่อปี 2016 บริษัท SoCash เป็น Startup ด้านฟินเทค (Fintech) แห่งแรกที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางสิงคโปร์

ในปี 2017 นี้ เราอาจจะได้เห็นการรวมตัวในการบริการทางการเงิน ซึ่ง นาย Sebastien Meunier ผู้จัดการอาวุโสจาก Chappuis Halder & Co. ได้คาดการณ์ไว้

Meunier กล่าวต่อว่า จะมีการร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างการบริการทางการเงินและ Startup ทำให้เส้นกั้นระหว่างรูปแบบเดิม (การค้าปลีก การชำระค่าใช้จ่าย และการประกันภัย) และความเร็วของการรวมตัวกันทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นทั้งมือถือ รายการเดินบัญชี และ IoT และระบบคอมพิวเตอร์เสมือนมนุษย์

ความต้องการแฝงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในเรื่องของวิธีการแก้ไขในการทำธุรกรรมทางดิจิทัล (Digital Banking) ได้เปิดโอกาสมากในหลายรูปแบบให้ Startup ด้านฟินเทค (Fintech) และสถาบันการเงินรูปแบบเดิม ได้มีความร่วมมือและได้ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของกันและกัน ตัวอย่างเช่น ในขณะที่บริษัทฟินเทค (Fintech) เหล่านี้ มีศักยภาพที่จะทำให้บริษัทต่าง ๆ เข้าใจความรู้สึกของลูกค้าด้วยการใช้งบประมาณน้อย แต่บริษัทฟินเทค (Fintech) ไม่สามารถที่จะทำได้เนื่องจากราคาต้นทุนต่อหน่วยในการทำสูงมากจึงยังไม่มีความพร้อมมากพอและในขณะเดียวกันสถาบันการเงินรูปแบบเดิมก็เป็นที่ยอมรับในเรื่องที่สำคัญ ๆ  เช่น เรื่องความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ
 
Regtech จะเพิ่มขึ้น

Regtech เป็นระบบที่มุ่งช่วยให้สถาบันการเงินต่าง ๆ บริหารความเสี่ยงทางกฎหมายได้ดีขึ้นและช่วยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ Regtech ได้รับความสนใจจากโลกของฟินเทค (Fintech) ที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในสังคม

อย่างไรก็ตาม Regtech ต่างจาก ฟินเทค (Fintech) ตรงที่ Regtech มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างธนาคารหลายแห่ง และเป็นที่ที่ทำให้ทุกคนสามารถอยู่เหนือคู่แข่งได้โดยการร่วมมือกัน ขณะนี้ Regtech มีวิธีแก้ปัญหาที่ช่วยธนาคารลดต้นทุนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้และสามารถใช้ได้เรียบร้อยแล้ว และ Henri Arslanian หัวหน้า Regtech ของบริษัท PwC สาขาจีน/ฮ่องกง กล่าว

รายงานล่าสุดโดยบริษัท Deloitte ชี้ให้เห็นว่า Regtech กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และกล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาสำหรับผู้ออกกฎระเบียบกับผู้ปฏิบัติจะมีขึ้นในปี 2017 สาขาที่น่าจับตามอง คือ ขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สำหรับลูกค้า ระบบรายงานข้อปฏิบัติแบบอัตโนมัติ การตรวจสอบการสื่อสาร และการรายงานเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาของบริษัท

เทรนด์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าโลกของฟินเทค (Fintech) กำลังขยายวงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมหลายด้านสำคัญของชีวิต ถึงเวลาแล้วที่องค์กรและนักลงทุนทั้งหลายต้องปรับตัวให้ทันการเติบโตดังกล่าว ที่สำคัญ คือ ต้องปรับอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและก้าวไปให้ทันกระแสด้วย
 
แหล่งข้อมูล: Asia Finance
Related Content