เหตุผลสามประการที่ธนาคารร่วมมือกับฟินเทคสตาร์ทอัพ (Fintech Start up)


Editorial Team
Date: 26/05/2560
0 Share

finnovate-blog-banner-3-reasons-banks-are-collaborating-with-fintech.jpgPhoto Credit: FLICKR

เช่นเดียวกับที่โลกต้องเผชิญกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันนี้เรากำลังประสบกับการปฏิวัติดิจิตอลซึ่งได้รับการผลักดันโดยข้อมูล จากการเจริญเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์

เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อทุกภาคส่วนเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงการให้บริการทางการเงิน ซึ่งหมายความว่า ฟินเทคสตาร์ทอัพ กล่าวคือ ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จาก AI และการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างบริการทางการเงินที่ดีกว่า กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

และในขณะที่การเพิ่มขึ้นของฟินเทคอาจเป็นข่าวร้ายสำหรับธนาคารแบบเดิม ๆ บริษัททางการเงินขนาดใหญ่ก็เริ่มลงทุนและร่วมมือกับฟินเทคเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการพัฒนาและเติบโตทางด้านดิจิทัล

จากรายงานของ KPMG และ CB Insights พบว่าธนาคารและบริษัททางการเงินต่าง ๆ ช่วยผลักดันให้ฟินเทคสตาร์ทอัพ สามารถหาเงินทุนได้สูงสุดในประวัติการณ์ โดยมีเงินถึง 13.8 พันล้านเหรียญในปี 2015 จากการระดมทุนทั่วโลก ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายของฟินเทค และปริมาณการลงทุนนั้นแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมาเพราะนักลงทุนต่างพากันลงทุนในสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นใหม่ รายงานระบุว่ามีนักลงทุนขององค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของ Fintech ของสหรัฐในปี 2015

การลงทุนของธนาคารในฟินเทคสตาร์ทอัพกำลังกลายเป็นปรากฎการณ์ระดับโลก ตัวอย่างเช่น Creamfinance ซึ่งเป็นฟินเทคที่เติบโตเร็วที่สุดของยุโรป เพิ่งได้รับข้อตกลงมูลค่า 21 ล้านเหรียญยูโร จาก Capitec Bank Holdings Limited (“Capitec”) Capitec เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของแอฟริกาใต้และเป็นบริษัทแม่ของ Capitec Bank ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติการธนาคารในแอฟริกาใต้
 
“เราตื่นเต้นกับการลงทุนครั้งนี้กับธนาคารชั้นนำ ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเหมือนกับเราและเน้นประสิทธิภาพในการดำเนินการที่เป็นที่ตอบรับต่อศักยภาพของการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเรา” Matiss Ansviesulis ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหาร (CEO) ของ Creamfinance ได้กล่าวไว้ “การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของศักยภาพใหม่ ๆ ในความร่วมมือระหว่างฟินเทคและกลุ่มธนาคาร แม้ว่าจะยังมีคนมากมายที่ไม่เห็นด้วย”
 
3-reasons-banks-are-collaborating-with-fintech.jpg
Creamfinance’s COO, Patrick Koeck

ในขณะที่การปฏิวัติทางดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป ก็มีธนาคารจำนวนมากขึ้นที่ตระหนักถึงคุณค่าในการเป็นพันธมิตรกับบริษัทฟินเทค

ข้อดีหลัก 3 ประการที่ธนาคารได้รับเมื่อลงทุนกับบริษัทฟินเทค

1. สร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น

ขณะนี้ธนาคารกำลังเผชิญกับทางเลือกระหว่างการปรับตัวให้เข้ากับการปฏิวัติดิจิทัลหรือสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไป ธนาคารไม่สามารถแข่งขันกับความเร็วและความคล่องตัวที่บริษัทฟินเทคสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารร่วมลงทุนกับบริษัทเหล่านี้ทำให้ธนาคารสามารถขยายและเติบโตในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

อาทิเช่น ธนาคาร Capitec ยังคงประทับใจกับการที่ Creamfinance ให้ความสนใจเกี่ยวกับ “smart data” (ข้อมูลอัจฉริยะ) การใช้ smart data ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้อง การระบุข้อมูลที่ชัดเจนช่วยเร่งการประมวลผลข้อมูลให้เร็วขึ้น ทำให้ Creamfinance สามารถทำ “smart loans” (สินเชื่ออัจฉริยะ) ให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว smart data กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการบริการทางการเงินโดยทำให้การตัดสินใจทางการเงินทำได้อย่างรวดเร็วขึ้น
 
“Creamfinance มีการขยายตัวและมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยม ทำให้กลายเป็นบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนบุคคลชั้นนำของยุโรป” Gerrie Fourie CEO ของ Capitec กล่าวไว้ “เรารู้สึกประทับใจกับจุดโฟกัสของ Creamfinance ในเรื่องของการทำ Smart Data scoring และรูปแบบทางธุรกิจ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ประเทศใหม่ ๆ สามารถเข้าร่วมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นภายในปริมาณที่จำกัดได้”

ธนาคาร Capitec เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมสินเชื่อรายย่อยในแอฟริกาใต้ และได้ใช้แนวทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้บริการแก่ผู้ที่มีรายได้ต่ำ การเป็นพันธมิตรกับ Creamfinance ทำให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีของ Capitec มีนวัตกรรมและเติบโตขึ้นเพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคด้านสินเชื่อ

2. ช่วยให้มีการตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น

การนำเทคโนโลยี machine-learning มาใช้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฟินเทค อัลกอริทึมด้าน machine-learning ถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้คนตัดสินใจได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อจากธนาคารอาจต้องพบกับความไม่เป็นกลาง เพราะความไม่เป็นกลางนั้นมีอยู่ในธรรมชาติของการตัดสินใจของมนุษย์ ในขณะเดียวกันมีบริษัทฟินเทคจำนวนมากที่ได้เริ่มใช้อัลกอริทึมด้าน machine-learning ในการรวบรวมข้อมูลและทำการตัดสินใจโดยไม่มีการแทรกแซงของมนุษย์ จึงทำให้ปราศจากความไม่เป็นกลาง เหมือนกับที่ Creamfinance ได้ทำให้เห็นผ่านทางใช้ smart data ของเขา

Dr. Michal Kosinski นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทางด้านข้อมูลและผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่ง Stanford Graduate School of Business ได้แสดงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับการลงทุนของธนาคารในบริษัทฟินเทคไว้ว่า
 
“ปัญหาที่เกิดกับการบริการสินเชื่อแบบเดิมคือคน เช่น ผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินมีความไม่เป็นกลาง การตัดสินทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับแหล่งที่ไม่เป็นกลางซึ่งกระทบกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง การใช้ AI เข้ามาทำการตัดสินใจดังกล่าวจึงทำให้มีความลำเอียงน้อยลงและมีความยุติธรรมให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น” 

3. แก้ปัญหาทางอุตสาหกรรมได้อย่างเฉพาะเจาะจง

ธนาคารแบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะของอุตสาหกรรม โดยที่ฟินเทคสตาร์ทอัพสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว เช่น Square เข้ามาแทรกแซงพื้นที่ของระบบชำระเงินโดยช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ มีความมั่นใจได้ว่าการประมวลผลของบัตรเครดิตมีความปลอดภัย หรือเช่น Xoom ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการโอนเงิน และ Creamfinance กำลังจะให้บริการสินเชื่อด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว (one - click loans) กับลูกค้า เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการทำสินเชื่อมีความรวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ธนาคารหลายแห่งเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของการลงทุนกับบริษัทฟินเทค เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถแก้ปัญหาอุตสาหกรรมในวงกว้างได้ AnaLiza Grandner รองประธานอาวุโส ผู้จัดการด้าน Account Executive และ Private - label banking ของธนาคาร Bancorp ได้กล่าวไว้ในบทความเรื่องหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า
 
“การเป็นพันธมิตรกับบริษัทฟินเทคนั้นมีข้อได้เปรียบมากมาย เพราะพวกเขาเห็นโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดของอุตสาหกรรมการให้บริการทางเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม การเคลื่อนไหวของเงินแบบเรียลไทม์และปัญหาด้านอื่น ๆ ดังนั้นการเข้าร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วของเราที่เกี่ยวกับด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและการป้องกันการฟอกเงิน ทำให้เขามีความสามารถในการเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการให้กับฐานลูกค้าได้ ในขณะที่ยังสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีอยู่เบื้องหลัง ฉันคิดว่ามันเป็นไอเดียสำหรับชีวิตคู่ในอุดมคติ” 

ธนาคารและฟินเทค (คู่แท้จากเบื้องบน)

นับเป็นเวลาหลายปีที่ธนาคารต่างมองว่าฟินเทคเป็น “คู่แข่ง” แต่ผลประโยชน์ที่ธนาคารได้รับจากการร่วมมือกับฟินเทคนั้นได้พิสูจน์ว่าฟินเทคนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง

ธนาคารแบบเดิม ๆ ต้องสร้างนวัตกรรมให้เร็วขึ้น เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้านของอุตสาหกรรมและใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่องจักรเพื่อช่วยในการทำการตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการร่วมมือกับฟินเทค

ในทางกลับกัน ฟินเทคเองก็พึ่งพาธนาคารสำหรับเงินทุน ปริมาณ ข้อมูล และการสนับสนุนด้านกฎระเบียบ เมื่อมองดูในภาพรวมแล้วธนาคารกับฟินเทคก็เปรียบเหมือนกับคู่แท้จากเบื้องบน และการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายก็จะก้าวหน้าต่อไปเรื่อย ๆ
 
ที่มา: The Huffington Post
Related Content