ฟินเทค คำยอดฮิตที่วงการเงินทั้งรักและชัง ถาม-ตอบ QuickTake


Editorial Team
Date: 25/05/2560
0 Share

finnovate-blog-banner-fintech-quicktake-q-and-a.jpg

บทความนี้เขียนโดยเอ็ดเวิร์ด โรบินสัน (Edward Robinson) ปรากฏครั้งแรกในบลูมเบิร์ก เทอร์มินัล (Bloomberg Terminal)

คุณเคยได้ยินคำนี้ในการประชุมสัมมนาหรือการประชุมทั่วไป กระทั่งอาจเคยเอ่ยคำนี้ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ นับตั้งแต่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (financial technology) เริ่มผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก หลังจากวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2551 “ฟินเทค” ก็ได้กลายเป็นคำสั้น ๆ ที่สื่อถึงการปฏิวัติระบบดิจิทัลที่สามารถล้างแนวปฏิบัติทางด้านการธนาคารที่เก่าแก่ แต่ความหมายของคำนี้ดิ้นได้เสียจนยากจะรู้แน่ว่ามันคืออะไร นี่ยังไม่พูดถึงว่ามันจะเป็นสัญญาณที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงอะไรได้บ้างในอุตสาหกรรมการเงินทั่วโลกที่ต้องพึ่งนวัตกรรมอย่างมากเช่นนี้ ต่อไปนี้คือบทเรียนเบื้องต้น

1. ฟินเทคคืออะไรกันแน่?

ฟินเทคเป็นคำกว้าง ๆ หมายถึง บริษัทที่ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ คลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing) และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ (open source software) เพื่อให้การธนาคารและการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฟินเทคแบ่งออกเป็นสองด้าน ได้แก่ บริษัทที่ดีลกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งให้บริการเครื่องมือดิจิทัลที่ใช้ในการปรับปรุงวิธีการกู้เงิน บริหารจัดการเงิน รวมทั้งจัดหาเงินทุนให้บริษัทสตาร์ทอัพ อีกส่วนหนึ่ง คือ บริษัทแบ็คออฟฟิศ ที่ช่วยสถาบันการเงินในการพัฒนาการทำงานของฝ่ายปฏิบัติการที่อยู่เบื้องหลังให้ทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิผลมากขึ้น

2. ทำไมถึงต้องเป็นคำยอดฮิตนี้?

ฟินเทคสามารถเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจการเงินและทำให้ผู้เล่นรายใหญ่อันดับต้น ๆ บางรายไปต่อไม่ได้ ผู้ให้กู้ในระบบการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล (peer-to-peer lenders) ต่างใช้เว็บไซต์เพื่อจับคู่ผู้กู้กับนักลงทุน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ย่นระยะเวลาอนุมัติเงินกู้ให้เหลือเป็นชั่วโมงจากที่กินระยะเวลาหลายสัปดาห์ในธนาคารแบบดั้งเดิม มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุว่าปริมาณสินเชื่อออนไลน์ในสหรัฐฯ คาดว่าจะสูงถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเพิ่มจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2558 ในการบริหารจัดการลงทุน บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง BlackRock Inc. และ Vanguard Group Inc. ก็กำลังใช้อัลกอริทึมที่มีชื่อว่า ที่ปรึกษาจากระบบอัตโนมัติ (robo-advisers) ในการปรับพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติ ตามความพึงพอใจด้านความเสี่ยงของลูกค้า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (hedge funds) บางกองทุนกำลังดำเนินการทดลองกับปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) เพื่อทำให้อัลกอริทึมเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จแตกต่างกันไป ในตลาดทุนนั้น บริษัทสตาร์ทอัพรวมถึงผู้สนับสุนน อย่าง Goldman Sachs Group Inc. และธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษ (The Bank of England) กำลังทำการทดลองเพื่อดูว่าบล็อกเชน (blockchain) ฐานข้อมูลซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ (bitcoin) จะเข้ามาแทนที่วิธีการโอนสินทรัพย์และสกุลเงินอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ นอกจากนี้ สถาบัน (ทางการเงิน) หลายแห่งก็แข่งกันใช้บล็อกเชนในการลดความยุ่งยากของวิธีซื้อขาย ชำระและส่งมอบ และทำทะเบียนหลักทรัพย์ ความพยายามเหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตของฟินเทค

3. ใครกำกับดูแลเรื่องนี้?

โดยทั่วไป ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลทั่วโลกต่างอ้าแขนรับฟินเทค เพราะฟินเทคสัญญาว่าจะทำให้ธุรกรรมทางการเงินง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายถูกลง และโปร่งใสมากกว่าเดิม นาง เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถช่วยพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินทั่วโลกแบบเก่า ๆ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงธนาคารต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายเงินไปได้ทั่วโลก นาย มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งอังกฤษ ระบุว่า โดยหลัก ๆ แล้ว ฟินเทคสามารถเปลี่ยนวิธีที่บรรดาธนาคาร บริษัท และผู้บริโภค บริหารจัดการเครดิต การใช้จ่าย และการออม แต่มาร์กกล่าวว่าหน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กระทบความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบการเงินอย่างไรบ้าง

4. ฟินเทคอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามอะไร?

ในขณะที่บริษัทฟินเทคเสนอบริการทางการเงินหลายอย่าง ทั้งการจำนองออนไลน์ สินเชื่อรถยนต์ และบัญชีเกษียณทุกประเภท แต่ความสะดวกสบายนี้อาจล่อให้ผู้บริโภคบางรายเข้าสู่ข้อผูกมัดที่ตนไม่เข้าใจหรือไม่อาจรักษาสัญญาได้ นอกจากนี้ ฟินเทคสามารถเข้ามาแทนที่ธนาคารที่เป็นตัวอาคารแถวบ้าน ซึ่งไม่ได้ใส่ใจครัวเรือนรายได้ต่ำที่ไม่อาจเข้าถึงบัญชีเงินฝากที่รองรับการจ่ายเช็คเงินสดและบัญชีออมทรัพย์ หรือบัตรเครดิต บางบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากก็ยังพลาด ในเดือนพฤษภาคมปี 2559 LendingClub Corp บริษัทจากซานฟรานซิสโกผู้บุกเบิกบริการเงินกู้แบบบุคคลต่อบุคคล (peer-to-peer lending) ในสหรัฐอเมริกา ได้ไล่นายเรอโนด์ ลาปลองช์ (Renaud Laplanche) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออก ในเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการ จนมูลค่าหุ้นของบริษัทลดลงครึ่งหนึ่งภายในห้าวันทำการซื้อขายหุ้น

5. ถึงตอนนี้ หน่วยงานกำกับดูแลทำอะไรบ้าง?

หน่วยงานเหล่านี้อยู่ในระยะเริ่มต้นในการคิดหาแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคและระบบการเงิน โดยไม่ได้ไปปิดกั้นนวัตกรรมอะไร ในเดือนธันวาคม The U.S. Office of the Comptroller of the Currency ระบุว่าจะเริ่มออกกฎบัตรฉบับแก้ไขแก่กลุ่มบริษัทฟินเทค ซึ่งบังคับให้บริษัทเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านธนาคารบางข้อของรัฐบาลกลาง ส่วนองค์กร The Financial Conduct Authority ของสหราชอาณาจักร ได้ดำเนินโครงการ “sandbox” โดยทำงานร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ในช่วงตั้งไข่เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ปฏิบัติตามระเบียบต่าง ๆ ขณะที่บริษัทฟินเทคบางรายกำลังวางแผนจำกัดขอบเขตการตรวจสอบด้านกฎระเบียบแล้วขยายอิทธิพลในวอชิงตัน ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยจัดตั้งและเข้าร่วมกับกลุ่มล็อบบี้

6. นักลงทุนรายต่าง ๆ กำลังเดิมพันกับฟินเทคหรือไม่?

ใช่ อย่างแน่นอนมากที่สุด บริษัทร่วมทุน (venture capital) ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคทั่วโลกในปี 2559 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นหกเท่าจากปี 2555 เมื่อปีที่แล้ว จีนได้นำหน้าสหรัฐอเมริกาในการเป็นประเทศปลายทางยอดนิยมสำหรับการลงทุนด้านฟินเทค เฉพาะสิงคโปร์ประเทศเดียวมีบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคกว่า 100 แห่ง มีไม่กี่รายที่เป็นบริษัทมหาชน นักลงทุนจึงคาดหวังว่าจะมีการเสนอขายหุ้นและการเข้าซื้อกิจการจำนวนมาก เพราะธนาคารต้องการหาเทคโนโลยีที่ตนนำมาใช้ได้ และบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคก็เติบโตขึ้นแล้ว

7. ธนาคารขนาดใหญ่มีความกังวลหรือไม่?

แน่นอนที่สุด หลังจากมองข้ามบริษัทสตาร์ทอัพเหล่านี้ไปในตอนแรกโดยเห็นว่าเป็นบริษัทเล็ก ๆ แต่ปัจจุบันนี้ ผู้ปล่อยกู้ยอมรับว่าเทคโนโลยีจะกระทบต่อธุรกิจของตนเช่นเดียวกับที่เกิดกับภาคธุรกิจอื่น ๆ แม้ว่าที่ปรึกษาจากระบบอัตโนมัติ (robo-adviser) และแอปพลิเคชันอื่น ๆ อาจช่วยให้ธนาคารบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น แต่นวัตกรรมเหล่านี้อาจแย่งงานคนหลายพันตำแหน่ง นอกจากนี้ ธนาคาร นายหน้า และผู้เล่นแบบเดิม ๆ กังวลว่า เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการร่างกฎระเบียบต่าง ๆ บริษัทฟินเทคจึงฉวยประโยชน์จากการที่ตนยังไม่ถูกควบคุมเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด

8. ตอนนี้ กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำอะไรเกี่ยวกับฟินเทค?

คนเหล่านี้กำลังพยายามขึ้นไปอยู่หัวขบวน ธนาคารบางแห่งใช้ประโยชน์จากชื่อของตนรวมทั้งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อทดลองเรื่องฟินเทค ที่มักใช้แนวทางที่ได้รับการฝึกฝนจาก Silicon Valley ตัวอย่างเช่น บริษัท Barclays Plc ได้สนับสนุนกิจการที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นจำนวน 60 แห่งในโครงการ “ตัวเร่ง” (“accelerator”) ในลอนดอน นิวยอร์ก เทลอาวีฟ และเคปทาวน์ โดยธนาคารแห่งนี้ ซึ่งไม่ได้มีหุ้นในบริษัทเหล่านี้ ได้เชิญชวนกลุ่มที่ตนชอบมาจัดทำโครงการพิสูจน์แนวคิด (proof-of-concept) ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงทางธุรกิจ ส่วนผู้ให้กู้รายอื่น เช่น Citigroup Inc. และ Banco Santander SA ได้จัดตั้งกองทุนร่วม (venture fund) ลงทุนเพื่อเข้าไปมีหุ้นในบริษัทฟินเทค แต่สำหรับธนาคารขนาดใหญ่บางแห่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผนวกรวมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์แบบเก่า ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ๆ มีความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นพื้นฐานในการดำเนินงาน ในขณะเดียวกันกับที่ลงทุนเป็นจำนวนเงินที่และฝากความหวังที่สูงในฟินเทค

หนังสืออ้างอิง

  • Bloomberg QuickTakes อธิบายองค์ประกอบสำคัญ ๆ ของฟินเทค ได้แก่ บิทคอยน์ (bitcoin) และบล็อกเชน (blockchain) คราวด์ฟันดิง (crowdfunding) บริการเงินกู้แบบบุคคลต่อบุคคล (peer-to-peer lending) และคำปรึกษาจากระบบอัตโนมัติ (robo-advice)
  • เอกสารของธนาคารกลางสหรัฐ ระบุว่า ฟินเทคจะเปลี่ยนระบบการชำระเงิน และธุรกรรมการค้าทั่วโลก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะระบุได้ว่ามากขนาดไหน
  • คำกล่าวของ มาร์ก คาร์นีย์ ว่าด้วย “คำมั่นสัญญาของฟินเทค”
  • Bloomberg Intelligence มีวิดีโอวิเคราะห์การคาดการณ์แนวโน้มของฟินเทคในเอเชียปี 2560
  • บทความใน Bloomberg News อธิบายว่าเหตุใดผู้ประกอบการฟินเทคถึงอาจไม่อยากเป็นยูนิคอร์น
  • คอลัมนิสต์ Bloomberg View เขียนไว้ว่าฟินเทคกำลังปิดฉากรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงินอย่างที่เราคุ้นเคยกัน
Related Content