สัมภาษณ์ทอม ดันน์ จากบริษัทออร์เบียน เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของซัพพลายเชนไฟแนนซ์


Editorial Team
Date: 11/05/2560
0 Share

tom-dunn1.jpg

บางคนเลือกที่จะลงมือทำมากกว่าพูด ทอม ดันน์ (Tom Dunn) ประธานบริษัทออร์เบียน ก็เป็นคนหนึ่งที่ทำแบบนั้น เขาสร้างธุรกิจฟินเทค (Fintech) ขึ้นมาเงียบๆ จนมีขนาดใหญ่และผลกำไรสูง โดยเสนอดอกเบี้ยต่ำให้เอสเอ็มอี และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เมื่อเทียบกับความเสี่ยง (risk adjusted return) ในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของนักลงทุน ทอมสร้างธุรกิจนี้มานานหลายปี พบเขาครั้งแรกในพ.ศ. 2556 ก่อนที่จะเริ่มทำมีเวปไซต์เดลี ฟินเทค (Daily Fintech) จึงนับว่าเป็นการดีมากที่จะได้นั่งคุยกับเขาและถามความเห็นเรื่องภาคส่วนฟินเทคที่น่าสนใจแต่คนมักเข้าใจกันผิด

ฟินเทคก่อนที่คนจะเรียกว่าฟินเทค

บริษัทออร์เบียนไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นในชั่วข้ามคืน บริษัทออร์เบียนเริ่มจากการร่วมทุนระหว่างบริษัทเอสเอพี (SAP) กับซิตี้แบงก์ในพ.ศ. 2542 พูดสั้นๆ ก็คือออร์เบียนเป็นการรวมตัวกันระหว่างฟิน (Fin) กับ เทค (Tech) ในพ.ศ. 2546 ออร์เบียนกลายเป็นบริษัทอิสระเพราะมีกลุ่มนักลงทุนมาซื้อกิจการ ในช่วงพ.ศ. 2546 – 2549 ออร์เบียนเน้นเป็นผู้ให้บริการทางการเงินให้ซิตี้แบงก์ (white label provider) เมื่อเริ่มเกิดวิกฤติทางการเงินในพ.ศ. 2550 ออร์เบียนเริ่มพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการเงินของตน และแยกตัวจากซิตี้แบงก์

ธนาคารซูมิโตโม (Sumitomo) ซื้อหุ้น 15% ในพ.ศ. 2557 โดยออร์เบียนเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน (white label) ให้กับธนาคาร บริษัทเติบโตในฐานะธุรกิจอิสระหลังวิกฤติทางการเงินโลก ออร์เบียนเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่พัฒนาได้ในเวลาที่แสนยากลำบาก

ปัจจุบันนี้ ออร์เบียนดำเนินธุรกิจใน 60 ประเทศ (โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจให้ต่ำมากเพราะไม่ต้องประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต) และมี 73 โปรแกรมสำหรับผู้ซื้อ ออร์เบียนตั้งเป้าหมายการจัดอันดับที่เหมาะแก่การลงทุนและบริษัทอื่นๆ ที่มีเงินทุนคุณภาพสูง ที่นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่เน้นการให้เงินทุนสำหรับบริษัทที่มีปัญหา

ออร์เบียนให้สินเชื่อซัพพลายเชนไฟแนนซ์ (supply chain finance หรือ SCF) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนโดยเน้นผู้ซื้อที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่และซัพพลายเออร์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทนั้นๆ ซึ่งทอมเรียกว่า ชุมทางสำหรับทั้งสองฝ่าย ( big intersection) บริษัทเน้นผู้ซื้อที่มีการจ่ายเงินต่อปีตั้งแต่ 50,000 ดอลลาร์ไปจนถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นโมเดลการให้เงินทุนแบบไม่ศรัทธาธนาคาร (เช่น ใครๆ ก็ปล่อยกู้ได้)

ซัพพลายเชนไฟแนนซ์ดำเนินการบนหลักการที่หลักแหลมแต่เรียบง่าย เครดิตขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้การค้า (ไม่ใช่ลูกหนี้การค้า) ของผู้ซื้อรายใหญ่ที่เป็นบริษัท (ไม่ใช่ผู้ขายที่เป็นเอสเอ็มอี) สมมติว่าผู้ซื้อเป็นบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ AAA (ออร์เบียนยอมรับได้ถึง BBB) แล้วผู้ซื้อรับวางบิลโดยมีเครดิต 3 เดือน ความเสี่ยงมีอะไรบ้างหากบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ AAA ถึง BBB ไม่จ่ายเงินตามใบแจ้งหนี้ที่ตนรับวางบิล ความเสี่ยงเทียบได้กับหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้ว แต่อัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงก็นับว่ากว่าดีมาก ดังนั้น จึงได้ผลสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะในโลกที่หิวกระหายผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงจากการแสวงหาผลตอบแทน

ทอมประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของซัพพลายเชนไฟแนนซ์ในปัจจุบันนี้ว่ามีทรัพย์สินประมาณ 5 ถึง 7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
ในส่วนของผลลัพธ์นั้น เอสเอ็มอีที่มีลูกค้าเป็นบริษัทจะเห็นผลลัพธ์เอง พวกเขามี APR (อัตราร้อยละต่อปี) ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ย LIBOR (London Interbank Offer Rate) + ร้อยละ 1.5 สำหรับผู้ซื้อที่ได้รับการจัดอันดับ BBB (ประมาณร้อยละ 2.5 ในกรณีที่ LIBOR ร้อยละ 1) ต่างจากตัวเลือกอื่นๆ เช่น ใช้บัญชีลูกหนี้หาแหล่งเงินทุน หรือเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา โดยผ่านธนาคารหรือการเงินทางเลือก ที่ยิ่งดีสำหรับเอสเอ็มอีคือเอสเอ็มอีจะไม่ต้องถูกไล่เบี้ย (non-recourse) เพราะนักลงทุนไม่ได้ให้เอสเอ็มอีกู้เงิน นอกจากนี้ ผู้ขาย/ผู้ขอกู้ยังได้รับเงินร้อยละ 99 ของจำนวนที่เป็นลูกหนี้การค้า (เทียบกับประมาณ 70-80% ของสินเชื่อแฟคตอริ่ง (factoring))

เพื่อทำความเข้าใจวิธีการทำงาน เราต้องศึกษาให้ละเอียดว่าออร์เบียนทำได้อย่างไร บริษัทซื้อบัญชีลูกหนี้ชั้นดี (หรือใบแจ้งหนี้ที่บริษัทรับวางบิล หากมองจากมุมของผู้ซื้อ) ตาม “การซื้อขายจริง” ออร์เบียนไม่ได้เป็นตลาดที่จับคู่ตามหลักการพยายามขายที่ดีที่สุด (best effort basis) แต่ไม่ยอมรับความเสี่ยงทางเครดิต ออร์เบียนซื้อสินทรัพย์ของลูกหนี้ชั้นดี จากนั้นก็จ่ายเงิน เท่านี้ก็มั่นใจว่าหาเงินทุนได้แน่นอน แล้วบริษัทก็ขายตั๋วเงินที่มีหลักประกันโดยเทียบกับบัญชีเจ้าหนี้รายนั้น ในตลาดทุน นักลงทุนไม่ต้องพิจารณาเอสเอ็มอีเลย เพียงดูที่การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อรายใหญ่ที่เป็นบริษัทกับระยะเวลาการกู้ แล้วนำมาคิดราคาตามนั้น

นักลงทุนจะเป็นใครก็ได้ที่ต้องการสินทรัพย์ซึ่งแปลงเป็นเงินได้ในระยะสั้น มีเครดิตคุณภาพสูง และซึ่งคิดราคาโดยใช้ดอกเบี้ย LIBOR Plus นักลงทุนโดยทั่วไป ได้แก่ ธนาคาร และบริษัทออร์เบียนไม่เปิดประมูล ซึ่งบริษัทเคยลองแล้ว แต่พบว่าดำเนินงานโดยใช้ความสัมพันธ์จะดีกว่า เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าได้ปริมาณธุรกรรมมากพออย่างสม่ำเสมอ นี่เป็นตลาดที่ผู้ขอกู้เป็นข้อจำกัดมากกว่าปริมาณทุน ออร์เบียนมองว่าตัวเองเป็นบริษัทเงินทุนที่มีเทคโนโลยีช่วยทำงาน มากกว่าเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีแอพพลิเคชั่นทางการเงิน ซึ่งทั้งสองโมเดลนี้ก็แทบไม่ต่างกัน เพราะน่าจะให้ผลลัพธ์เหมือนกัน อะไรช่วยผลักดันการเติบโตในอนาคต

เห็นได้ชัดว่าซัพพลายเชนไฟแนนซ์ได้ผล เพราะดำเนินการมาตั้งแต่พ.ศ. 2542 สิ่งที่ต้องการทราบคืออะไรที่ผลักดันการเติบโตในอนาคต ทอมใช้เพียงคำเดียวอธิบายเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ “การลงมือปฏิบัติ” แนวคิดของซัพพลายเชนไฟแนนซ์เข้าใจง่าย และเทคโนโลยีไม่ใช่นวัตกรรมล่าสุดอีกต่อไป อุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมก็แทบไม่มี เพราะนำหลายบริษัทเข้ามาในตลาด ซึ่งทำให้ตลาดเกิดความสับสน สิ่งที่สำคัญ คือ
  • ความเชื่อมั่นจากผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ให้กู้ว่าจะจ่ายเงินได้ถูกต้อง
  • รับผู้ซื้อรายใหม่ได้รวดเร็ว (ใช้เวลาทำงานอย่างมากสุดเพียงไม่กี่วัน)
  • รับผู้ขายรายใหม่ได้รวดเร็ว (ซอฟท์แวร์ทำหน้าที่ให้บริการผ่านทางช่องทางที่ปลอดภัย)
สองประเด็นสุดท้ายคือสาเหตุว่าทำไมบุคคลที่สามอย่างออร์เบียนจึงทำได้ดี ธนาคารหลายแห่งนำเสนอ ซัพพลายเชนไฟแนนซ์ และอาจได้รับอนุญาตให้จ่ายเงินในกรณีที่บุคคลที่สามสร้างการบริการให้ อย่างไรก็ตาม สองประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริการลูกค้า และเป็นเรื่องที่ธนาคารมักทำได้ไม่ค่อยดี การบริการลูกค้าหมายถึงความสมดุลระหว่างคน กระบวนการ และเทคโนโลยี ที่ทอมสรุปว่าเป็น “การลงมือปฏิบัติ” ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะอย่างนี้ การเติบโตจึงเกิดจากบริษัทที่เข้าใจคุณค่าของซัพพลายเชนไฟแนนซ์ แต่ไม่ค่อยได้รับผลประโยชน์เพราะลงมือปฏิบัติได้ไม่ดีพอ

แล้วบล็อกเชน (Blockchain) กับซัพพลายเชนไฟแนนซ์ล่ะ?

ทีมของทอมที่ออร์เบียนใช้เวลาและทรัพยากรเพื่อศึกษาว่าจะนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับซัพพลายเชนไฟแนนซ์ได้อย่างไร ในเชิงนามธรรมนั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ สำหรับซัพพลายเชนไฟแนนซ์กับข้อเสนอของออร์เบียน ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้เข้าร่วมในแต่ละโปรแกรมซัพพลายเชนไฟแนนซ์ที่บริษัทนำเสนอ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีแบบสมุดบัญชีสาธารณะ (distributed ledger) ซึ่งผู้เข้าร่วมต้องร่วมมือกันเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ทอมเข้าใจวิธีการทำงานของบล็อกเชนว่าทำอะไรได้บ้าง เขาเห็นศักยภาพว่าน่าจะนำไปใช้กับห่วงโซ่อุปทานและบริการทางการเงินระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจของออร์เบียน บล็อกเชนไม่ใช่สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลง โมเดลซัพพลายเชนไฟแนนซ์ไม่ต้องใช้ความรู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานบ้าง ผู้ซื้อที่เป็นบริษัทต่างหากที่ต้องทราบ แต่ออร์เบียนเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อผู้ซื้อที่เป็นบริษัทอนุมัติใบแจ้งหนี้ เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ซื้อก็ต้องทราบว่าสินค้าอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทาน

ในทางทฤษฎี ก็อาจเป็นไปได้ที่จะนึกภาพตลาดที่ทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านส่วนกลาง (decentralized market) และไม่มีคนกลาง (intermediary) อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดที่ไม่สมบูรณ์อีกหลายแห่งให้เราตามหา ประสิทธิภาพของซัพพลายเชนไฟแนนซ์ คือ 150 bp สูงกว่า LIBOR นั่นหมายความว่าไม่ผ่านบททดสอบของเจฟ เบซอส (Jeff Bezos) (“ถ้าคุณได้ผลกำไรงามก็ถือเป็นโอกาสของเรา”) ฝ่ายหลักๆ ของโมเดลซัพพลายเชนไฟแนนซ์ (ผู้ซื้อ คู่ค้า และผู้ให้เงินทุน) ต้องการให้ออร์เบียนรับหน้าที่เป็นคนกลาง หากไม่มีบริษัท ก็รวบรวมหรือกระจายข้อมูลลูกหนี้การค้าที่จำเป็นไม่สำเร็จ

สมุดบัญชีสาธารณะ ไม่ว่าจะมีใบอนุญาตประเภทไหนก็ตาม ล้วนพึ่งพาเครือข่ายเพื่อตรวจสอบธุรกรรมได้ตรงกัน และป้องกันคนมาโจมตีเว็บไซต์ แม้ว่าองค์กรใหม่ๆ จะพัฒนาแพลตฟอร์มของบล็อคเชนรุ่นใหม่ แต่ถ้าสังคมไม่ตกลงให้ผู้ใช้งานนำไปใช้ ก็จะไม่สำเร็จ

ตลาดทุนบางส่วนมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ต้องขึ้นอยู่กับข้อจำกัดบางอย่าง ได้แก่ ระเบียบ หรือเขตอำนาจตามกฎหมาย จึงยังไม่ชัดเจนว่าบล็อกเชนหารายได้มูลค่าสูงมากหรือไม่เมื่อเทียบกับความเสี่ยงทั้งหมด การใช้เทคโนโลยีกำหนดกฎเกณฑ์ (code is law) เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงไม่ชอบลองแนวคิดนี้ หรือตามที่ทอมบอก การลงมือปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญ

ออร์เบียนไม่ทำตามธนาคารซึ่งจ่ายเงินเป็นล้านๆ ดอลลาร์ไปกับโครงการทดสอบความเป็นไปได้ (POC) เนื่องจากโครงการเหล่านั้นชอบวิเคราะห์ความเสี่ยง/สิ่งตอบแทนแบบพื้นฐาน สำหรับออร์เบียน ทุกวันนี้ บล็อกเชนถูกจัดอยู่ในหมวดคอยดูกันต่อไป

ตลาดไหนเริ่มใช้ซัพพลายเชนไฟแนนซ์ก่อน?
ตลาดที่นำแนวคิดซัพพลายเชนไฟแนนซ์ไปใช้ ได้แก่
  • การผลิตทางอุตสาหกรรม
  • การคมนาคมขนส่ง
  • อาหาร
  • พลังงานทดแทน
ตลาดที่คนใช้น้อยกว่าที่คาด ก็คือ การบริการ และภาครัฐ

เศรษฐกิจโลกส่วนไหนที่ใช้ซัพพลายเชนไฟแนนซ์มากที่สุด?

ตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันนี้คือ ตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การค้าภายในประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าคนจำนวนมากสนใจการค้าข้ามแดน แต่ตลาดทุกวันนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ตลาดในประเทศและตามจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ดังนั้น ตลาดรองจากอเมริกา ได้แก่ เยอรมัน อังกฤษ และจีน แม้ว่าห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องระดับโลก แต่ห่วงโซ่สุดท้ายที่เชื่อมโยงกับผู้ซื้อที่เป็นบริษัทที่น่าลงทุน ก็มักเกิดในประเทศ
 
ที่มา: Daily Fintech
Related Content