ICO การลงทุนที่ Startup ควรรู้


Editorial Team
Date: 15/12/2560
0 Share

ICO การลงทุนที่ Startup ควรรู้

การลงทุนที่ดี ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์หรือการวางแผนงานที่รอบคอบชัดเจน แต่ยังต้องวิ่งตามเทคโนโลยีให้ทันด้วย วันนี้เราจะแนะนำให้คุณรู้จักการระดมทุนแบบ ICO ฉบับเจาะลึก ไม่แน่ คุณอาจได้พบกับหนทางใหม่ที่ตอบโจทย์ได้กว่ารูปแบบการลงทุนเดิม ๆ ที่คุณเคยรู้จัก

อย่างที่คุณผู้อ่านทราบกันดีว่า โลกของเราทุกวันนี้มีนวัตกรรมที่ถูกสร้างสรรค์และพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจ และทำเงินได้อย่างมากมายมหาศาลให้กับผู้ที่มองเห็นโอกาส ซึ่งแน่นอนว่านอกจากการค้าขายที่เป็นหนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่กำลังมาแรงและเด่นชัดที่สุดในทศวรรษนี้แล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือทำเงินที่สร้างความมั่นคงให้กับคนกว่าครึ่งโลกก็คือ “การลงทุน” นั่นเอง

วันนี้เราจะมาแนะนำการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ การลงทุนแบบ ICO ซึ่งเป็นการใช้ Digital Coin หรือเงินในโลกดิจิทัลเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่จะมาให้ความรู้ในเรื่องของ ICO กับพวกเราในวันนี้ก็คือ คุณแบงค์ สถาพน พัฒนะคูหา กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท SmartContract Thailand และ BLOCK M.D. รวมถึงยังเป็นกรรมการสมาคมฟินเทคประเทศไทยด้วย จากตำแหน่งแล้ว บอกได้เลยว่าวันนี้สาระความรู้แน่นเอี้ยดจริง ๆ
 
ICO การลงทุนที่ Startup ควรรู้คุณแบงค์ สถาพน พัฒนะคูหา
กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท SmartContract Thailand และ BLOCK M.D.

ทำไมวงการ Startup จึงให้ความสนใจกับการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offer) กันอย่างมาก

คุณสถาพน: ไม่ใช่แค่วงการ Startup เท่านั้นนะครับที่ตื่นเต้นกับวิธีการระดมทุนแบบ ICO ทุกวันนี้ เจ้าของธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก นักลงทุนนอกวง Startup คนทั่ว ๆ ไป รวมไปถึงหน่วยงานกำกับดูแล ต่างก็ให้ความสนใจกับ ICO กันทั้งนั้น เพราะว่ามันน่าจะเป็นครั้งแรกในโลกเลยก็ว่าได้ครับ ที่เรามีเครื่องมือที่ช่วยให้ใครก็ได้สามารถระดมทุนจากคนทั่วโลกได้ในเวลาอันสั้น โดยเลือกที่จะไม่ต้องเสียสัดส่วนความเป็นเจ้าของหรือหุ้นเลยก็ได้ แถมไม่ต้องทำผ่านกลไกที่ยุ่งยากซับซ้อนของตลาดทุนแบบดั้งเดิม และก็มีธุรกิจทั้งของไทยและต่างประเทศประสบความสำเร็จในการะดมทุนให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วหลายเจ้า อย่างเช่น โปรเจกต์ที่ระดมทุนผ่าน ICO ได้มากที่สุดเนี่ย สามารถระดมทุนได้มาถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในเวลา 10 กว่านาทีเท่านั้นเอง

ICO มีข้อดีและข้อเสียต่างกับการลงทุนแบบ VC หรือ Reward Crowd Funding อย่างไร

คุณสถาพน: การทำ ICO ถ้าพูดจริง ๆ แล้ว ก็เป็นการทำ Crowdfunding ในรูปแบบหนึ่งนะครับ แต่สิ่งที่นักลงทุนจะได้กลับมา จะไม่ใช่สิ่งของตอบแทน ไม่ใช่หุ้น ไม่ใช่ความเป็นเจ้าหนี้ แต่จะได้เป็น “สิ่งที่แทนสินทรัพย์ในระบบ Blockchain (บล็อกเชน)” หรือถ้าในเกณฑ์ของ ​สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเรียกว่า “ส่วนแบ่งร่วมลงทุน” ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะเรียกกันง่าย ๆ ว่า “Coin” นั่นเอง จึงเป็นที่มาให้เราเรียกการระดมทุนแบบนี้ว่า Initial Coin Offering หรือการระดมทุนด้วยการเสนอขาย Coin ให้กับสาธารณชน

ความแตกต่างของการลงทุนใน ICO กับการลงทุนในธุรกิจทั่ว ๆ ไป แบบที่ Venture Capital (VC) หรือ Angel ทำก็คือ ตัว Coin นี้มันไม่ใช่หุ้นนะครับ มันเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือตัวแทนสินทรัพย์ในระบบเท่านั้นเอง ในเมื่อเราลงเงินแล้วได้ Coin ไม่ได้หุ้น ดังนั้นการลงทุนใน ICO ก็ไม่ใช่การลงทุนเพื่อหวังปันผลจากหุ้น หรือหวังการเติบโตของบริษัท แต่เป็นการลงทุนเพื่อหวังการเติบโตของราคา Coin

และความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ ICO คือ โปรเจกต์ที่นำมาระดมทุนผ่าน ICO นี้ ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา หรือหลายโปรเจกต์ก็ยังเป็นแค่แนวคิดเท่านั้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เป็นการลงกับของที่ยังไม่เสร็จ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเตรียมตัวพบกับความเสี่ยงที่สูงมากกว่าการลงทุนกับโปรเจกต์ที่เสร็จแล้วขายแล้ว และเนื่องจากการทำ ICO นี้ โดยปกติแล้วนักลงทุนอาจเป็นใครก็ได้จากทั่วโลก และมักใช้ตลาดแลกเปลี่ยน Cryptocurrency หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า Exchange เป็นตลาดรองในการซื้อขาย คล้าย ๆ กับหุ้นที่เข้าตลาดแล้ว ซึ่งจะไม่ใช่การถือหุ้นกันในกลุ่มเจ้าของและนักลงทุนไม่กี่กลุ่ม อย่างเช่นที่ VC หรือ Angel ถือหุ้น Startup ดังนั้น ราคาของ Coin ที่นักลงทุนถืออยู่อาจจะตอบสนองกับข่าวและราคาของ Coin ตัวอื่นอย่างรวดเร็วและรุนแรงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ข้อดีของการลงทุนใน ICO ก็มีเยอะนะครับ ที่เด่น ๆ เลยก็คือ อาจจะได้ผลตอบแทนสูงมากได้ในเวลาอันสั้น จนหลายครั้งอาจมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนปกติหลายเท่าตัวเลยก็เป็นได้ และการมีตลาดรองของ ICO ช่วยให้การขายสินทรัพย์ (Liquidate) ทำได้ง่ายมาก ซึ่งถ้าลงเป็นหุ้นนั้น อาจจะต้องรอขายทำกำไรในการลงทุนรอบถัดไปหรือเมื่อบริษัทนั้น ๆ ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่การลงทุนใน ICO สามารถขายเพื่อ Liquidate หรือ Exit ใน Exchange ได้ทันที

เหตุใดภาครัฐในหลาย ๆ ประเทศจึงมีการสั่งห้ามและมีความกังวลกับ ICO

คุณสถาพน: การที่หน่วยงานกำกับดูแลหลาย ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่อง ICO นี้ ส่วนหนึ่งมาจากความเสี่ยงของการลงทุนใน ICO ครับ เพราะอย่างที่เล่าแล้วว่า มันเป็นการลงทุนกับของที่ยังไม่เสร็จ บางโปรเจกต์มีแต่ whitepaper ให้อ่าน ยังไม่มี demo ด้วยซ้ำ ต่อให้ทำเสร็จจริงจะมีคนใช้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แล้วราคาเหรียญก็สามารถเหวี่ยงขึ้นลงได้อย่างรวดเร็วมากแบบไม่มี Ceiling-Floor และเทรดกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง แถมไปซื้อขายอยู่บน Exchange ที่ไม่มีใครกำกับดูแลอีกต่างหาก นี่ยังไม่รวมถึงการทำแชร์ลูกโซ่โดยแอบอ้างชื่อ ICO อีก ซึ่งนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจมากระดับหนึ่งก็คงพอดูแลตัวเองได้แหละ แต่กับนักลงทุนที่ไม่ได้รู้เยอะล่ะจะทำยังไง ภาครัฐก็เป็นห่วงคนกลุ่มหลังนี่แหละ ถึงต้องออกมาแอคชั่น

และอีกประเด็นหนึ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลเป็นกังวลจนถึงขั้นห้ามทำ ICO เลยในหลายประเทศก็คือ เรื่องการใช้ ICO และรวมไปถึง Cryptocurrency เพื่อฟอกเงิน หรือใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมาย หรือหลบหลีกมาตรการควบคุมเงิน  (Capital Control) เพราะการทำ ICO นั้นส่วนใหญ่จะไม่ทำการพิสูจน์ตัวตน (KYC: Known Your Customer) ผู้ลงทุน หรือบางที่ทำก็ทำแบบคร่าว ๆ ไม่ได้ละเอียดถี่ถ้วนมากนัก ทำให้สามารถใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายได้ง่าย

ความรู้และความเข้าใจของนักลงทุนในประเทศไทย พร้อมที่จะลงทุนด้วยเงินดิจิทัลหรือยัง เมื่อเทียบกับนักลงทุนต่างประเทศ

คุณสถาพน: นักลงทุนชาวไทยหลายท่านที่ผมได้พบก็มีความรู้ความเข้าใจทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและความเสี่ยงอย่างดีมากเลยนะ บางท่านไปไกลจนถึงขั้นพัฒนาโมเดลการวิเคราะห์ พัฒนาโมเดลการซื้อขายเองเลย แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งเหมือนกันที่มีความเข้าใจอยู่บ้างระดับหนึ่งแล้วใช้วิธีซื้อตามที่กูรูหรือเซเลบบอก หรือที่หนักกว่านั้นคือ บางท่านได้ยินเขาบอกว่ากำไรเยอะ ก็ซื้อตาม โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ซื้อคืออะไร ซึ่งในต่างประเทศก็มีไม่น้อยนะครับแบบกลุ่มหลังนี่

และมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าคิดไม่แพ้เรื่องนักลงทุนไม่มีความรู้ คือ การตกชั้นจากนักลงทุนที่มีความรู้ลงไปเป็นนักลงทุนที่ไม่รู้ หรือมีความรู้ที่ไม่อัปเดตแล้ว ซึ่งการตกชั้นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในชั่วข้ามเดือนเลยก็เป็นไปได้ เพราะเทคโนโลยีและโมเดลในการทำ ICO นี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าใครไม่ขวนขวายหาความรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอดแล้ว ก็อาจจะตามไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ซึ่งก็เป็นความท้าทายกับนักลงทุน รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลด้วย จะต้องอัปเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา
 
ICO การลงทุนที่ Startup ควรรู้

หากต้องการลงทุนกับ ICO ควรเตรียมพร้อมและศึกษาอย่างไร

คุณสถาพน: สำหรับนักลงทุน เรื่องที่ผมจะเน้นมากที่สุดทุกครั้งที่คนถามเรื่องการลงทุนใน Crypto และ ICO ก็คือ จะต้องเข้าใจความเสี่ยงจากการลงทุนให้รอบด้านเสียก่อนครับ ทั้งในส่วนของ Risk profile และ Risk appetite ของตัวเราเอง การลงทุนนี้จัดอยู่ใน asset class ไหนในพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของเรา เป้าหมายในการลงทุนครั้งนี้เป็นอย่างไร ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์และทีมงานเป็นใคร ความเสี่ยงของตัวโปรเจกต์ที่เราจะไปลงมีมากน้อยขนาดไหน และที่สำคัญคือ ต้องมี Money Management ที่ดีด้วย

สิ่งที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง คือ ความเข้าใจในโปรเจกต์และธุรกิจที่โปรเจกต์นั้นจะทำ ซึ่ง whitepaper ที่ดี ควรจะให้คำอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน รวมถึงแผนการดำเนินงาน แผนการใช้เงินที่ระดมทุนมา คือ เราอาจจะไม่ต้องถึงขั้นเข้าใจ Blockchain (บล็อกเชน) อย่างทะลุปรุโปร่งก็ได้นะ แต่อย่างน้อยควรจะรู้ในระดับหนึ่งว่า เรากำลังจะลงเงินไปกับอะไร ทำมาเสร็จแล้วใครจะเป็นลูกค้า และ Coin นั้น ๆ จะมีเพิ่มมูลค่ามาได้ยังไง

Cryptocurrency มีทิศทางหรือเทรนด์ที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไรในอนาคต และภาครัฐจะมีการปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไร

คุณสถาพน: ในส่วนของ Cryptocurrency ในปีนี้เราได้เห็นประเทศญี่ปุ่นนำหน้าไปแล้วในเรื่องของการยอมรับให้เป็นสกุลเงิน และได้เห็นการให้ความเชื่อถือ Cryptocurrency มากกว่าเงินตราจริงในหลาย ๆ ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงมากหรือมีปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรัง

ปีหน้าเราน่าจะได้เห็นความพยายามจะ Hardfork ตัว Bitcoin อีก ในนามการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ซึ่งจะเป็นเหตุผลจริงหรือมีวาระซ่อนเร้นก็ต้องดูกัน แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้ระบบอืดอาดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คนอยากโอนเงินต้องรอคิวคอนเฟิร์มกันข้ามวัน หรือถ้าอยากได้เร็วก็ต้องยอมเสียค่าโอนแพงมาก ความนิยมในตัว Bitcoin (บิทคอยน์) ก็คงสั่นคลอนแน่นอน

ในช่วง Q1-Q2 ของปี 2018 เราน่าจะได้เห็นเกณท์จาก ​ก.ล.ต.

สำหรับการทำ ICO ในไทย และในช่วงครึ่งปีแรกก็คงได้เห็นโปรเจกต์ของคนไทยทำการระดมทุนผ่าน ICO กันมากขึ้น ได้เห็น Exchange ของไทยเปิดให้บริการมากขึ้น และ Exchange จากประเทศใกล้เคียง เช่น สิงคโปร์ หรือจีน จะเริ่มเข้ามารุกตลาดบ้านเรา ทำให้การแข่งขันเรื่องการให้บริการและค่า fee ระอุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักการเงินและนักลงทุนในยุคดิจิทัลควรปรับตัวเพื่อรับมืออย่างไร

คุณสถาพน: ส่วนตัวไม่เชื่อว่า ICO จะมาแทนกลไกตลาดหลักทรัพย์หรือ VC “โดยสิ้นเชิง” นะครับ เพราะต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป เราก็จะมีวิธีการระดมทุนหลาย ๆ แบบคู่ขนานกันไปแบบนี้แหละ  แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปรัชญาของการทำ ICO นั้น ส่งผลกระทบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นในระดับสั่นสะเทือนถึงฐานรากเลยทีเดียว

ยกตัวอย่างง่าย ๆ อันหนึ่ง คือ ICO ทำให้การถือหุ้นบริษัทไม่มีความหมายอีกต่อไป จากเมื่อก่อนนี้มูลค่าของการลงทุนจะเกิดจากการได้ถือครองหุ้นบริษัท บริษัทมีรายได้ดี กำไรต่อหุ้นเพิ่ม มูลค่าการลงทุนเราก็เพิ่ม ตรงไปตรงมา นักลงทุนจะคุ้นเคยและเข้าใจกลไกแบบนี้ดี

แต่เมื่อเรามีวิธีการระดมทุนแบบ ICO บริษัทนั้น ๆ อาจจะมีรายได้ในทางบัญชีน้อยมาก แต่ coin มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาลในเวลาอันสั้นก็ได้ ทีนี้ผลตอบแทนของนักลงทุนก็ไม่ใช่ปันผลหรือราคาหุ้นละ แต่จะเป็นมูลค่าของ coin แทน และในทางกลับกัน coin ก็ทำให้อำนาจในการควบคุมธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในมือผู้ถือหุ้นอีกต่อไป แต่ไปอยู่กับ community หรือผู้ถือ coin ทั้งหลายแทน หรือเราอาจจะพูดได้อีกอย่างว่า ICO ทำให้มูลค่าการลงทุนเคลื่อนย้ายจากการเป็นผู้ถือหุ้นไปสู่การเป็นผู้ถือ coin ของระบบนั้น ๆ แทน ซึ่งก็ทำให้เครื่องมือต่าง ๆ ของนักลงทุนอย่างเช่น convertible note, ESOP มีประโยชน์น้อยลงมาก การคิด valuation ของสตาร์ทอัพก็อาจจะไม่ได้ขึ้นกับมูลค่าหุ้น แต่ไปขึ้นอยู่กับมูลค่าของ coin แทน

และเนื่องจาก coin ที่นักลงทุนได้จากการ ICO นั้นมีมูลค่าอยู่ในตัวของมันเอง และมูลค่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเมื่อเทียบกับ coin อื่น ดังนั้นนักการเงินและนักลงทุนใน ICO จึงควรมองหากลไกและวิธีในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

และที่สำคัญต้องเตรียมตัวเรื่องภาษีด้วยนะครับ เพราะการลงทุนใน Cryptocurrency และ ICO ไม่ได้รับการยกเว้นกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) จะกำไรจะขาดทุน เมื่อขายกลับมาเป็นเงินบาทก็โดนนับเป็นรายได้หมด

จะเห็นได้ว่าการระดมทุนผ่าน ICO หรือโดยหลักการแล้วมันคือการทำ asset tokenization โดยอาศัยเทคโนโลยี Blockchain (บล็อกเชน) และ Smart Contract นั้น ไม่ได้แค่ทำให้เราระดมทุนได้เร็วแค่นั้นนะ แต่ว่ากำลังจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนคุณค่าของการลงทุน เปลี่ยนกลไก ในระดับฐานรากเลยทีเดียว และยิ่งเราเข้าใจและปรับตัวตามโลกใหม่ได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้เราก้าวไปได้ไกลกว่าคนอื่นเร็วเท่านั้นครับ
Related Content