เปลี่ยนโลกการลงทุนด้วย Robo-Advisor กับ AVA


Niran Pravithana
Date: 30/05/2560
0 Share

finnovate-blog-banner-ava-robo-advisor.jpg
หากพูดถึงเรื่องของการลงทุนแล้ว หลายคนอาจเลือกลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า มีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของการลงทุนเก็งกำไรของแต่ละคน สำหรับนักลงทุนหลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการทำงานและการใช้ชีวิตที่ต้องทำงานประจำหรืองานอื่น ๆ ในทุกวัน การเกาะติดหน้าจอกระดานหุ้นเพื่อติดตามความคืบหน้าของราคาหุ้นนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จนทำให้หลายครั้งต้องพลาดโอกาสทำกำไรดี ๆ ไปในที่สุด ในฐานะนักลงทุนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หัวหน้าทีมพัฒนา AVA-Advisor หุ่นยนต์ผู้ช่วยการลงทุน ผม นิรันดร์ ประวิทย์ธนา จะขอมาแบ่งปันประสบการณ์ในวงการการลงทุนและพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการลงทุนของผม

ตอบโจทย์การใช้งานด้วยมุมมองของผู้ใช้จริง


khun-niran.jpgนิรันดร์ ประวิทย์ธนา เล่าถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนา AVA หุ่นยนต์เพื่อการลงทุน “ผมเริ่มมาจากพื้นฐานที่ผมไม่ใช่นักลงทุนแบบ fulltime ตัวเองยังมีธุรกิจที่ต้องดูแล และมีงานประจำที่ต้องทำตั้งแต่เช้าถึงเย็น ปัญหาของการลงทุนก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้มีเวลามานั่งดูพอร์ตการลงทุนของผมได้ตลอดเวลา ผมจึงเริ่มหาอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อช่วยทุ่นเวลาในการลงทุนของผม แต่ก็ยังไม่พบเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผมได้จริง ๆ เครื่องมือประเภทไหนล่ะที่จะช่วยเฝ้ากระดานหุ้นแทนผมได้ และแจ้งเตือนเมื่อเกิดสัญญาณที่ผมสนใจ โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องมานั่งจ้องกระดานหุ้นด้วยตาตัวเอง คำตอบมีอย่างเดียว คือ เราจะต้องมีหุ่นยนต์ผู้ช่วยการลงทุนที่เก่งมากพอ โปรเจกต์ AVA จึงเกิดขึ้น ผมจึงเริ่มปรึกษากับทีมงานที่เคยทำงานมาด้วยกันและได้เริ่มพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการลงทุนนี้ขึ้นมาจากความต้องการของผู้ลงทุนในหุ้น สำหรับคนที่ไม่มีเวลาในการดูแลพอร์ตการลงทุน ที่ต้องการผู้ช่วยในการวิเคราะห์หุ้นอย่างละเอียด เจาะลึก และเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้เล่นหุ้นได้อย่างแท้จริง ในปัจจุบันมีจำนวนนักลงทุนในตลาดที่ยังแอคทีฟ (Active Users) อยู่ประมาณ 2-300,000 ราย โดย 40% ของนักลงทุนรายย่อย หรือประมาณ 120,000 ราย ใช้แอปพลิเคชันของเราเป็นประจำผ่านทางโบรกเกอร์ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับทาง AVA”

เรียนรู้จากข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ และประวัติศาสตร์หุ้นไทยย้อนหลัง 40 ปี แบบเจาะลึก


คนส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้นอยู่ในตลาดหุ้นนั้น 80 เปอร์เซ็นต์ ยังคงขาดทุนอยู่ เพราะยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนที่มากพอ ผมจึงอยากที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถศึกษาหาข้อมูลเรื่องหุ้นได้อย่างเพียงพอ ตั้งแต่ที่ AVA ถือกำเนิดขึ้น เราได้สอนเธอให้เรียนรู้ข้อมูลของหุ้นทุกตัวในประวัติศาสตร์หุ้นไทยย้อนหลังถึง 40 ปี

ในปัจจุบัน AVA เรียนรู้จากแนวคิดของ Expert System คือ ทางผมและทีมงานจะสอนให้ AVA เข้าใจสัญญาณทางเทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน พฤติกรรมราคาหุ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต และนักลงทุนสามารถมอบหมายให้ AVA ช่วยแจ้งเตือนตัวนักลงทุนเอง เมื่อ AVA สังเกตเห็นสัญญาณบางอย่างที่มีนัยยะสำคัญจากตลาดหุ้น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปกติแล้วเดย์เทรดเดอร์จะนั่งเฝ้า ticker หรือ bid/offer บนหน้าจอหุ้นเพื่อหาแพทเทิร์นบางอย่างที่ผิดปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อคุณใช้ AVA คุณเพียงแค่บอก AVA ว่า ช่วยสังเกตให้หน่อยว่า หุ้นตัวไหนใน SET100 ที่มีถอน offer แรง ๆ หรือมีไม้ซื้อไม้ใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ให้ AVA ช่วยแจ้งเตือนคุณ
 
เปลี่ยนโลกการลงทุนด้วย Robo-Advisor กับ AVA

หรือในแง่สัญญาณเทคนิค แทนที่คุณจะต้องมานั่งเฝ้ากราฟเทคนิคทั้งวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณจะดูกราฟของหุ้น 700 ตัวในตลาดพร้อมกัน คุณก็เพียงแค่มอบหมายให้ AVA ให้ตรวจดูว่าหุ้นตัวไหนที่แข็งแรงกว่า SET และมีการเบรคเอาท์เทรนไลน์พร้อมกับวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อ AVA เจอกราฟที่มีพฤติกรรมแบบที่คุณต้องการ เธอก็จะแจ้งเตือนให้คุณทราบ

สุดท้ายสำหรับนักลงทุนพื้นฐาน คุณอาจจะอยากได้หุ้นเทิร์นอราวด์ ที่มีงบการเงินพลิกกลับมาเป็นแง่บวก เช่น มาร์จิ้นของกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นติดต่อกันใน 4 ไตรมาส รวมถึงรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานพลิกกลับเป็นบวก คุณก็สามารถมอบหมายให้ AVA คอยติดตามงบการเงินของทุนบริษัท และเมื่อเธอพบบริษัทที่มีแพทเทิร์นของงบการเงินตรงกับที่คุณสนใจ เธอก็จะแจ้งเตือนให้คุณทราบ โดยที่คุณไม่ต้องไปนั่งไล่อ่านงบการเงินด้วยตัวเองเลย

ก้าวต่อไปของ AVA


ในเฟสต่อไปเราจะมีการนำเอาระบบ Machine Learning เข้ามาสอนให้ AVA สามารถแนะนำเรื่องของการลงทุนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น เพื่อมาเสริมระบบ Expert System ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการยกระดับ AVA จากหุ่นยนต์ผู้ช่วยการลงทุนที่รอรับคำสั่งจากนักลงทุน ไปเป็น Robo Advisor หรือหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยแนะนำการลงทุน แทนนักลงทุนได้เลย ซึ่งจะช่วยนักลงทุนที่ขาดประสบการณ์ในตลาดสามารถเอาตัวรอดในตลาดได้มากยิ่งขึ้น โดย AVA นี้จะทำหน้าที่คล้ายกับ Marketing ของบริษัทโบรกเกอร์ ซึ่งสามารถให้คำแนะนำหุ้นที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้ความรู้ ตลอดจนแจ้งเตือนบอกสถานการณ์ในตลาดต่าง ๆ แนวรับแนวต้านต่าง ๆ แบบอัตโนมัติจากการศึกษาพฤติกรรมตลาดด้วยตัวเธอเอง โดยไม่ต้องรอการมอบหมายงานจากนักลงทุน อีกทั้งยังทำงานได้ตลอด 24 ชม. อีกด้วย ซึ่ง AVA ในเวอร์ชั่นใหม่นี้จะสามารถช่วยบริษัทหลักทรัพย์ในการลดต้นทุนการใช้แรงงานมนุษย์ในการแจ้งเตือนต่าง ๆ และยังดูแลนักลงทุนได้เท่าเทียมกันด้วยไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายเล็กหรือรายใหญ่ก็ตาม

นอกจากนี้ ในอนาคตข้างหน้าก็จะมีการต่อยอดไปเป็น AVA ALPHA ซึ่งจะมาเป็น Fund Manager ที่สามารถลงทุนแทนนักลงทุนได้ในอนาคต ซึ่งเจ้า AVA ALPHA นี้ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ย้อนหลังได้อย่างมหาศาลกว่าขอบเขตที่มนุษย์สามารถทำได้ สามารถตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์แทนมนุษย์ ทั้งยังช่วยลดอคติที่เกิดจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือสามารถมองหาสัญญาณซื้อขายหุ้นใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อีกด้วย นอกจากนี้เรายังเตรียมพร้อมที่จะขยายตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นการขยายข้อมูลหุ้นในประเทศอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย จากการร่วมงานกับโครงการ KRUNGSRI RISE เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ในเรื่องของการ funding และการทำ validation อีกทั้งยังเป็นการเปิดตัวเองให้กับตลาดได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ครับ

นอกจากนี้เรายังมีการร่วมมือในการก่อตั้ง OMICRON LAB เพื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งจะมีพันธกิจหลักในการช่วยเหลือ Startup ที่ต้องการองค์ความรู้ทางด้าน AI และ Machine Learning ให้ได้พัฒนาทางด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดได้มากขึ้นครับ

แนวคิดการลงทุน


เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั้นมีความผันผวนเป็นอย่างมาก และในอนาคต AI และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกเรื่อง ทำให้มีผลกระทบต่อโลกของการลงทุนเป็นอย่างมาก ดังนั้น เราควรศึกษา และปรับตัวกับเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อที่เราจะได้คาดการณ์ในการลงทุนได้อย่างแม่นยำมากขึ้นด้วยครับ

พัฒนา Hard Tech ให้มากกว่า Soft Tech


ผมมองว่า ในวงการ Startup ในขณะนี้ยังต้องการอะไรที่เป็น Hard Tech (Hard Technology) หรืออะไรที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับวงการ ส่วนใหญ่ที่เห็นกันอยู่มักจะเป็นการพัฒนา Soft Tech (Soft Technology) เสียมากกว่า ซึ่งสามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่าย ผมจึงอยากแนะนำให้น้อง ๆ Startup ลองหันมาสนใจและพัฒนา Hard Tech คือ สร้างนวัตกรรมขึ้นมาจากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ลอกเลียนแบบได้ยากขึ้นมาก่อนที่จะเข้ามาระดมทุนเพื่อพัฒนาในขั้นตอนต่อไป ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ธุรกิจ Startup ของเราไปได้ไกลมากขึ้นครับ
Related Content