เจาะตลาด e-Money และอนาคตน่าลงทุนในตลาดอาเซียน 6 ประเทศ


ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์
Date: 21/09/2560
0 Share

เจาะตลาด e-Money และอนาคตน่าลงทุนในตลาดอาเซียน 6 ประเทศ

ติดตามการเติบโตของตลาด e-Money ผ่านมุมมองของผู้บริหารแห่ง Ascend Money และทิศทางความน่าจะเป็นสำหรับนักลงทุนในตลาดอาเซียน

กระแสเทคโนโลยีด้าน Electronic Money หรือ e-Money นั้น สำหรับคนไทย หากจะมองเป็นสิ่งใหม่อาจไม่ตรงกับความจริงนัก แต่หากจะนับเป็นสิ่งเก่าก็อาจกล่าวได้ไม่เต็มที่เช่นกัน เพราะบริการลักษณะนี้มีมาให้เห็นสักพักแล้ว ทั้งบัตรโดยสารรถไฟฟ้า บัตรเติมเงินโทรศัพท์ หรือล่าสุดที่เป็นกระแสใน 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ คือ การทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งเทคโนโลยีทุกวันนี้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนสะดวกสบายมากขึ้น e-Money จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

เพื่อให้ทุกคนได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวในวงการ e-Money กันแบบลงลึกและเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนี้ เราได้รับเกียรติจาก คุณธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท Ascend Money ซึ่งผลิตภัณฑ์ในเครือ อาทิ  TrueMoney และ Ascend Nano ที่ประกาศตัวเป็นผู้นำด้าน Fintech (ฟินเทค) โดยมุ่งเน้นธุรกิจ e-Payment (การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์) และมีการเติบโตโดดเด่น ล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ในเครือ Alibaba Group Holding โดยแจ็ค หม่า ได้มีการลงทุนในหุ้น 20% เป็นเมื่อปลายปี 2559 การแข่งขันในวงการนี้จะเติบโตอย่างไร และประเทศไทยมีโอกาสก้าวเข้าสู่การเงินระดับโลกได้หรือไม่ โปรดติดตามได้ในบทความต่อไปนี้
 
คุณธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Ascend Money จำกัด

ภาพรวมของตลาด e-money  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างที่ทราบกันดีว่า ทุกวันนี้การแข่งขันในธุรกิจไม่ว่าจะอุตสาหกรรมใดก็ตาม ต่างเกิดการแข่งขันกันอย่างมาก แม้แต่วงการ e-Money ที่มีทั้งผู้เข้าแข่งขันหน้าเก่าและหน้าใหม่ รายเล็กและรายใหญ่ จุดประสงค์เพื่อเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดกันมากขึ้น

คุณธัญญพงศ์ ให้ความเห็นว่า “การแข่งขันของ e-Money มีผู้ลงทุนหลายรายสนใจเข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก ประเทศอื่น ๆ ก็เช่นกัน ต่างมีผู้ลงทุนที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจ e-Wallet กันหมด ซึ่งระดับการแข่งขันนั้นแตกต่างกันตามขนาดของแต่ละประเทศ อาทิ ตลาดปัจจุบันที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุด คือ ตลาดอินโดนีเซียเพราะมีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก และยังมีผู้ลงทุนในตลาด Telco ทั้งคนที่ทำงานสตาร์ทอัพอย่าง Ride Hailing เช่น Grab, Go-Jek ซึ่งกลุ่มนี้ต่างลงมาแข่งกันทำ e-Wallet อย่างเต็มตัว รวมถึงผู้ลงทุนในกลุ่ม e-Commerce ซึ่งหลายรายนั้นให้ความสนใจด้าน e-Money เช่นกัน หรือแม้แต่ตลาดเมียนมาร์และกัมพูชาซึ่งเป็นตลาดเล็ก ประชากรน้อยกว่า และการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ยังน้อยกว่าไทย ก็ยังมีผู้ลงทุนหลายรายเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจ e-Wallet ให้เห็นกันอยู่เสมอ เป็นข้อสังเกตได้ว่าตลาด e-Wallet ในประเทศเพื่อนบ้านมีความตื่นตัวขึ้นมาก และขนาดระดับการแข่งขันนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ปัจจัยของแต่ละประเทศ”

ตลาดไทยกับต่างประเทศ หากเปรียบเทียบกันแล้ว เราจัดอยู่ในระดับใด

คุณธัญญพงศ์ มองว่า “ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ผู้ลงทุนในบ้านเรามีฐานลูกค้าค่อนข้างใหญ่ มีกำลัง มีการเติบโตในระดับดี ต้องบอกว่าถ้าเทียบกับตลาดจีนแล้ว ตลาด e-Money ของเราก็ถือว่ายังพัฒนาน้อยกว่ามาก ดูจากปริมาณผู้ใช้งานในระบบที่ยังมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศไทยกับประเทศที่ใหญ่ ๆ อย่างประเทศจีนที่หันมาใช้งาน Alipay กัน อย่างไรก็ตาม อีกนัยหนึ่งก็เท่ากับว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาและเติบโตอีกไกล ซึ่งการแข่งขันที่มากขึ้นจะทำให้คนไทยตื่นตัวหันมาใช้ e-Wallet กันมากขึ้น ทั้งจากทางโฆษณาและจากการใช้งานของคนรอบข้าง รวมทั้งความสะดวกสบายตรงนี้ก็จะทำให้ได้ผู้ใช้งานหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
 

ภาพแสดงการดำเนินงานของบริษัท Ascend Money ในตลาดต่างประเทศ

เน้นการบริการทางการเงินเพื่อคุณภาพชีวิตของ “ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คือ พันธกิจหลักของ Ascend Money

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารวงการ e-Money กันอย่างใกล้ชิด คงทราบถึงความยิ่งใหญ่ของ Ascend Money บริษัทในเครือ Ascend Group กันเป็นอย่างดี เพราะขณะนี้ได้ขยายสาขาให้บริการ e-Wallet ไปถึง 6 ประเทศแล้ว ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์ โดยมีศูนย์ใหญ่อยู่ในประเทศไทย

คุณธัญญพงศ์ กล่าวว่า “เรามีจำนวนเอเจนท์ในอินโดนีเซียกว่า 16,000 ราย ในฟิลิปปินส์ภายในสิ้นปีจะมี 12,000 ราย รวมกับเมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนามที่มีอยู่อีกประเทศละ 5,000 – 6,000 ราย ซึ่งเรามองว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในประเทศเหล่านี้ ประชากรมากกว่าครึ่งจะมีประชากรกลุ่ม Underbanked  (กลุ่มที่มีบัญชีแต่นิยมใช้เงินสดหรือเช็คเงินสด) หรือกลุ่ม Unbanked Population (ประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร) นั่นหมายถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินกับธนาคารมีข้อจำกัด Ascend Money จึงเป็นทางเลือกของลูกค้าในการทำธุรกรรม Payment Transaction ได้ที่ช่องทางเอเจนท์ของเรา ซึ่งจำนวนเอเจนท์ยิ่งเยอะหรือยิ่งมีคุณภาพมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การชำระใบแจ้งยอดต่าง ๆ ในเมืองไทย ปัจจุบันนี้ทำได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็สามารถจ่ายได้ทุกที่ ในขณะที่ต่างประเทศขนาดในเมืองหลวงเองจะชำระเงินบางครั้งยังต้องรอเข้าคิว ซึ่งใช้เวลานาน แต่พอเราเปิดตัวเอเจนท์ต่าง ๆ ขึ้น ลูกค้าก็มีทางเลือกในการใช้บริการเอเจนท์ใกล้บ้าน ไม่ต้องเข้าคิว เป็นการทำให้ลูกค้าสะดวกมากขึ้น เราได้มีการวัด TPV (Total Processing  Volume) หรือปริมาณเงินที่เราดำเนินการในเน็ตเวิร์กของเรา ณ ปัจจุบัน รวมได้ถึงกว่า $4.5 bn ต่อปี ในบางประเทศเราสามารถทำได้มากกว่า 10% ของ GDP ประเทศนั้นด้วยซ้ำไป

นั่นหมายความว่าตอนนี้เน็ตเวิร์กของเราเริ่มเป็นที่ยอมรับในกลุ่มประชากรแต่ละประเทศบ้างแล้ว และในหลายประเทศเรามีผู้ใช้งานเข้าเน็ตเวิร์กของเราผ่านเอเจนท์ทั้งหมดถึงหลักล้านต่อเดือน เรามองว่า Customer Adoption ไม่สามารถก้าวจากออฟไลน์แล้วพลิกสู่ออนไลน์โดยสมบูรณ์แบบได้ แต่ด้วยเน็ตเวิร์กของเรา บวกกับ e-Wallet ที่มีในแต่ละประเทศ หรือที่กำลังพัฒนา ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเอเจนท์ของเราและเติมเงินเข้าใน Wallet ของลูกค้า ลูกค้าจึงสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้ทำให้เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้นมากกว่าเดิม”

ภูมิประเทศและวัฒนธรรมที่ต่างกัน มีผลต่อการดำเนินงานของ Ascend Money

เมื่อคิดจะเล่นเกมรุกบุกไปต่อยอดธุรกิจยังต่างประเทศ แน่นอนว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรมย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม เพราะพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้คนในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป ทำให้ Ascend Money ต้องเตรียมแผนรับมือและการดำเนินงานที่เหมาะสม

“เรื่องวัฒนธรรมมีผลแน่นอน แต่เนื่องจากเราเริ่มจากการบริการพื้นฐานทั้ง 3 ประเภท คือ การเติมเงินค่าโทรศัพท์ การจ่ายบิล และการโอนเงิน (Domestic Remittance) ซึ่งในแต่ละบริการแต่ละประเภท เราจะทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแต่ละประเทศอีกด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ แนวทางพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งเงินจำนวนน้อยแต่ส่งถี่ เราสามารถเปิดบริการให้ลูกค้าที่มาทำธุรกรรมได้ตามพฤติกรรมที่แตกต่างกัน หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ การเดินทางข้ามจังหวัดยังใช้รถโดยสารประจำทางเป็นหลัก ซึ่งมีปัญหายุ่งยาก ทั้งต้องไปที่สถานีเพื่อจองตั๋วแล้วกลับมาทำงาน พอถึงเวลาเดินทางก็ค่อยไปขึ้นรถอีกที ทั้งเสียเวลาและซับซ้อน เราจึงเลือกที่จะเชื่อมต่อเอเจนท์กับบริษัทรถบัสเพื่อแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าสามารถซื้อตั๋วได้ที่เอเจนท์ใกล้บ้าน และยังได้ตั๋วกลับไปก่อนด้วย เราปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด และแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น” คุณธัญญพงศ์กล่าว
 
กิจกรรมทางการตลาดของ TrueMoney Cambodia

นวัตกรรมทางการเงินที่ดีในมุมมองของคุณเป็นอย่างไร

ด้วยความที่ Ascend Money เปรียบเสมือนผู้นำของวงการ e-Money ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้หลาย ๆ คนที่กำลังจะกระโดดเข้ามาร่วมวงในเกมการเงินนี้เกิดความสงสัยขึ้นว่า นวัตกรรมทางการเงินที่ดีที่จะทำให้มีผู้ใช้บริการมาก จนเป็นอันดับหนึ่งของตลาดต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ซึ่งคุณธัญญพงศ์ ได้ให้ความเห็นว่า...

“ที่สำคัญมากที่สุด คือ สิ่งที่เราทำนั้นต้องแก้ปัญหาให้ได้ เป็นการ Solving Customer’s Pain Point ซึ่งต้องรู้ให้ได้ว่าจริง ๆ แล้วจุดที่เป็นปัญหาในการทำธุรกรรมมากที่สุดสำหรับลูกค้าคืออะไร และเราต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ทั้งด้านของการบริการ ด้าน UX และ UI ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า เป็นสิ่งสำคัญมาก

นวัตกรรมที่ออกมา ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเราไม่แทรกวิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริงลงไปก็จะทำให้คนหันมาใช้งานช้าลง ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถนำโปรโมชั่นเข้ามาจูงใจได้ แต่โปรโมชั่นไม่ใช่ทุกสิ่ง ไม่ได้อยู่ไปตลอด พอโปรโมชั่นหมด ลูกค้าก็อาจจะเลิกใช้บริการ สิ่งสำคัญคือเราสามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้จริง”

การทำธุรกรรมแบบใดจะมาแรง และ Ascend Money เตรียมพร้อมตัวเองกับเรื่องนี้อย่างไร

“ในอนาคตผมมองว่าทุกคนจะเริ่มหันมาจับตาตลาด e-Payment เป็นหลัก ทุกคนคงจะมองว่าในแง่ทิศทางบนโลก เราพยายามเพิ่มการบริการให้หลากหลายมากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้น สำหรับของ Ascend Money เราพยายามจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ พยายามสำรวจและทำความเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วพฤติกรรมของลูกค้าเป็นยังไง พร้อมกับนำเสนอแนวทางหรือบริการที่แก้ไขปัญหาของเขาได้อย่างตรงจุดครับ”
Related Content