Health at Home เมื่อ SME ใช้เทคโนโลยีก้าวสู่ Startup


Editorial Team
Date: 28/08/2560
0 Share

“Health at Home เมื่อ SME ใช้เทคโนโลยีก้าวสู่ Startup”
 
เปิดเคล็ดลับหนทางสู่สตาร์ทอัพ ของ Health at Home บริการจัดหาบุคลากรในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่บ้าน ตอบรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาแรงในไทย

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยกำลังก้าวไปสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" เต็มรูปแบบในอีกไม่ช้า แน่นอนว่าปัญหาหนึ่งที่น่าจับตามองและทุกคนมีโอกาสที่จะพบเจอ คือ การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย โดยเฉพาะในครอบครัวที่ลูกหลานส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเป็นหลัก จะปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียวก็เป็นไปไม่ได้ แต่จะหาคนที่ไว้ใจได้ มีความรู้ ความเข้าใจและความอดทนเพียงพอมาดูแลผู้สูงอายุก็ดูจะเป็นเรื่องยากพอกัน

ถ้าอย่างนั้น วันนี้เรามารู้จักกับ Health at Home สตาร์ทอัพที่อาสาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องคนดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ผ่านบทสัมภาษณ์ของคุณวิน - อดิสัน เจริญสุข ผู้ร่วมก่อตั้ง Health at Home กันได้เลย

อย่างที่ทราบกันว่า สตาร์ทอัพมักจะตั้งต้นจากการแก้ปัญหาบางอย่าง สำหรับ Health at Home ปัญหาที่อยากแก้ที่สุดคืออะไร ?


คุณอดิสัน: Health at Home เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2015 ครับ มี Co-Founder 3 คน คือ ผม หมอตั้ม-นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ และหมอรัฐ-นพ.รัฐ ปัญโญวัฒน์ เริ่มจากเห็นเพื่อนเราเองมีผู้สูงอายุที่บ้านที่ต้องการคนดูแล แต่มีปัญหาว่าจะหาคนจากไหน เชื่อใจได้ไหม ดูแลเป็นจริงหรือเปล่า บางบ้านก็ไม่สามารถจ้างพยาบาลได้เพราะราคาแพง คุณหมอตั้มซึ่งเป็นอายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุ โรงพยาบาลกรุงเทพ ก็มักจะได้รับคำถามจากครอบครัวคนไข้เป็นประจำว่า เดี๋ยวคนไข้กลับบ้านแล้วจะให้ใครดูแลดี มีคนแนะนำไหม

คุณหมอตั้มก็ไม่มีคำแนะนำ ถามใครก็ไม่มีใครแนะนำชื่อบริษัทหรือ Service ที่ทำให้คนสบายใจได้เลย เราก็เลยคิดว่าจะทำ Product ที่ทำให้คนสบายใจในการค้นหาข้อมูลมาตรฐานของการดูแลคนที่บ้าน ด้วยความที่สังคมเมือง ครอบครัวและญาติมีภาระและงานประจำ ไม่มีเวลามาดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านแบบ Full Time รวมทั้งหลาย ๆ ครอบครัวมีค่านิยมแบบคนเอเชียว่า เราไม่อยากส่งพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ไปอยู่บ้านพักคนชรา ตัวเราเองยังไม่อยากอยู่บ้านพักคนชรา ตัวผู้สูงอายุเองก็คงไม่อยากไป ปัญหาที่เราอยากแก้ที่สุดจึงเป็นการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่บ้าน ให้อยู่อย่างวางใจและมีความสุข

วางแผนอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง ? เทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการทำงานของ Health at Home อย่างไร ?


คุณอดิสัน: ก่อนจะไปถึงเรื่องเทคโนโลยี เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะทำอะไร ถ้าสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วไม่ตอบโจทย์การทำงานก็จะเป็นเทคโนโลยีที่เสียเปล่า แรกเริ่มเราทำสิ่งที่เรียกว่า MVP (Minimum Viable Product - การเริ่มทำโดยใช้ทรัพยากรแต่น้อย) โดยใช้คนดูแลผู้สูงอายุที่เรารู้จักซึ่งเป็นคนดูแลญาติของผมเองมาทำโฆษณาตามกลุ่มใน LINE และ Facebook ว่าเราจะทำบริษัทดูแลผู้สูงอายุนะ ถ้าใครสนใจบริการก็ติดต่อมาได้ พอมีคนติดต่อมาทำให้เรารู้สึกว่ามีคนต้องการจริง ๆ จึงเริ่มส่งคนดูแลผู้สูงอายุไป ตอนนั้นส่งแบบไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย ส่งแบบบ้าน ๆ เนี่ยแหละครับ แค่ทำโปสเตอร์สวยหน่อย แล้วรับโทรศัพท์เอง

ช่วงแรก เรามั่นใจในตัวคนที่เราส่งไปเพราะเขาดูแลญาติเรามาก่อน แต่พอเริ่มมีการบอกต่อกันไปเยอะขึ้น เราส่งคนอื่นไป ญาติของผู้สูงอายุก็เริ่มไม่สบายใจว่าคนที่เข้ามาทำงานนี้เป็นใครมาจากไหน เราจึงจัดส่งประวัติการทำงานและ Profile ให้ญาติดูก่อนเริ่มงาน เพื่อเพิ่มความสบายใจให้กับเขาครับ

จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่พอเริ่มมีจำนวนลูกค้าเยอะขึ้น การรับสายโทรศัพท์ทีละคนก็เริ่มไม่เวิร์ก จากนั้นเลยเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เริ่มมีการเก็บ Database ของคนที่มาสมัครงานกับเรา เวลามีญาติหาคนดูแลก็ใช้วิธีเก็บลงใน Database เช่นกัน จากนั้นค่อยทำ Matching คนดูแลให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
 
“Health at Home เมื่อ SME ใช้เทคโนโลยีก้าวสู่ Startup”คุณวิน - อดิสัน เจริญสุข หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Health at Home

Product ของ Health at Home รุ่นแรกกับปัจจุบันต่างกันหรือมีพัฒนาการอย่างไร ?


คุณอดิสัน: ต่างเยอะเลยครับ จากที่แค่ส่งคนไปตามบ้านอย่างที่บอก วันนี้ นอกจากเราจะสามารถเช็กประวัติหรือจับคู่ เรายังนำ Best Practice ของบ้านที่ดี ๆ มาพัฒนาการบริการ เช่น การเก็บข้อมูลผู้ป่วยอย่างความดัน อุณหภูมิ การเต้นหัวใจ ฯลฯ หรือในโรงพยาบาลที่มีการเก็บข้อมูลทุกวัน เช่น สีอุจจาระ ปัสสาวะ คนนี้ดื่มน้ำทุกเย็นหรือเปล่า ข้อมูลพวกนี้จะช่วยเปลี่ยนแผนการดูแล และช่วยให้คุณหมอเข้าใจคนไข้มากขึ้น เพราะเวลาคนไข้กลับบ้าน จะเจอคุณหมออีกทีก็อีก 2 เดือนเลยตอนตามผล เราก็เห็นจุดนี้ว่าน่าจะพัฒนาได้ การทำแอปพลิเคชันที่บันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้จึงเป็นการค่อย ๆ พัฒนาตามปัญหาที่เห็นมาเรื่อย ๆ

ด้านราคา เราทำตามราคาตลาด คือ ถ้าเป็นกลุ่มพยาบาลหรือผู้ช่วยจะมีเรทราคาของเขาอยู่แล้ว หรือถ้าเป็นกลุ่มพนักงานเฝ้าไข้หรือคนทั่วไปที่มีทักษะแต่ไม่มีวุฒิ ตลาดในเมืองไทยก็จะก้ำกึ่งกับแม่บ้าน แต่ราคาจะสูงกว่าแม่บ้านหน่อยหนึ่ง แต่แบบนั้นมันบริหารยาก เพราะ Health at Home เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางให้คนมาทำงานกับเราและทำตามแผนปฏิบัติของเรา ตามขั้นตอนที่เราอยากให้เป็น เรายึดหลักการที่ว่าถ้าคนทำงานมีความสุข มีรายได้ที่เหมาะสม คุณภาพก็จะดีตาม เราปรับให้ราคาสูงขึ้นนิดนึง เพื่อแลกกับการบริการที่ดีขึ้น มีข้อเสนอต่างจากวันแรก ๆ เยอะครับ ตอนแรกคิดเป็นรายเดือนหมื่นกว่าบาท ตอนนี้คิดเป็นรายวัน คือถ้าจะใช้ 1 วัน มีค่าใช้จ่าย 1,200 บาท ถ้าจะใช้เป็นเดือนก็คูณ 30 วันเข้าไป แต่จะมีเพิ่มส่วนลดให้แทน
 
“Health at Home เมื่อ SME ใช้เทคโนโลยีก้าวสู่ Startup”

Health at Home มีมาตรฐานในการสร้างความน่าเชื่อถือ และความเชื่อใจอย่างไร ?


คุณอดิสัน: เนื่องจาก Health at Home เป็นบริการเกี่ยวกับการดูแลคน ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ ผมโชคดีที่ตลาดที่เราเริ่มทำนั้นยังไม่มีผู้ให้บริการที่เป็นผู้นำชัดเจน สิ่งที่ทำให้เรามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง คือ เรามีตัวตนชัดเจน ทั้งออฟฟิศที่ตั้ง ผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นคุณหมอ 2 ท่าน การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับกรมตำรวจเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งทักษะการดูแล ก่อนส่งคนไปเราต้องมั่นใจว่าเขาทำเป็นจริง ๆ มีการทดสอบเป็น Physical Test คือ มีฐานและหุ่นให้เขาลองทำจริง ลองให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะด้วยเครื่อง มีพยาบาลคอยมาดูและให้คะแนน

ตอนนี้เรากำลังจะทำมาตรฐานเรียกว่า JCI (Joint Commission International) เป็นเหมือน ISO ของ Health Care ครับ ซึ่งมาตรฐานนี้โรงพยาบาลในเมืองไทยก็เริ่มทำกัน เราตั้งใจจะทำ JCI ที่เป็น Home Care คือ การดูแลที่บ้านแห่งแรกของประเทศไทยครับ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาดูแลว่าขั้นตอนการทำงานมีปัญหาอะไรบ้าง ต้องปรับปรุงยังไง การเก็บข้อมูลคนไข้น่าเชื่อถือไหม มีรอยรั่วตรงไหนหรือเปล่า เป็นสิ่งที่เราพยายามจะเพิ่มมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ คิดว่าปลายปีนี้น่าจะได้ JCI นะครับ

นอกจากนี้ยังมี Real-Time Data Collection ครับ คือ การเก็บข้อมูลเหมือนส่งเวร เวลาผู้ดูแลทำงานเสร็จก็จะบันทึกว่า วันนี้ความดันคนไข้ตอนเช้าเท่าไหร่ กินอะไรบ้าง อุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่ มีกราฟให้ดู ถ้าพรุ่งนี้เปลี่ยนเป็นอีกคนมาดูแล ก็จะได้เห็นบันทึกว่าทำอะไรมาแล้วบ้าง

ปัจจุบันมียอดผู้ใช้เป็นอย่างไร ?


คุณอดิสัน: เราทำมาประมาณปีกว่า ให้บริการประมาณ 200 ครอบครัวแล้วครับ

เคยเจอโจทย์ที่ท้าทายหรืออยากนำมาพัฒนาต่อได้บ้างไหม ?


คุณอดิสัน: ก็มีบ้างครับ ถือเป็นข้อดี คือ บางคนดูแลผู้สูงอายุหรือพ่อแม่ด้วยตัวเองมาตลอดเป็น 10 ปี แต่ว่าอยากจะพักแล้วก็มาติดต่อเรา ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะรู้รายละเอียดทุกอย่างว่า ต้องให้อะไรผู้สูงอายุตอนไหน พลิกตัวกี่โมง อะไรที่ชอบหรือไม่ชอบ แต่พอเอาเข้าจริงปรากฏว่ากลุ่มนี้จะไม่ยอมปล่อยมือง่าย ๆ คือส่งใครไปดูแลก็จะไม่ค่อยถูกใจ มันไม่เหมือนเขาทำด้วยตัวเอง 100% ถ้าเจอแบบนี้ เราจะพยายามแจ้งเขาก่อนว่า คนที่ส่งไปจะเป็นแบบไหนและทำความเข้าใจร่วมกันก่อนครับ
 
“Health at Home เมื่อ SME ใช้เทคโนโลยีก้าวสู่ Startup”

นักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมมีมากน้อยแค่ไหน และการหาพาร์ทเนอร์ในวงการที่ต่างกัน สำคัญอย่างไร ?


คุณอดิสัน: ที่ผ่านมาก็จะมีผู้ใหญ่ใจดีหลายเจ้า ที่เข้ามาร่วมลงทุนและเป็นพาร์ทเนอร์ของเรา โดยส่วนตัว ผมมองว่าสตาร์ทอัพอย่าเน้นแต่การหานักลงทุนเท่านั้น ต้องเข้าใจว่า เงินลงทุนมันมาพร้อมกับความรับผิดชอบและภาระต่าง ๆ เหมือนเราเปิดร้านอาหารแล้วตังค์ไม่พอ ชวนเพื่อนมาช่วยลงเงินหน่อย เราต้องรายงาน ต้องทำผลประกอบการให้ดี เราก็มีหน้าที่ต้องอธิบายเขาว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ สถานการณ์เป็นอย่างไร เงินที่เขาลงมันจะไม่เสียเปล่าแล้วจะงอกเงยอย่างที่เขาอยากได้

เพราะฉะนั้นผมว่าเงินลงทุนเป็นสิ่งที่ดี ที่จะช่วยธุรกิจในช่วงเริ่มต้นที่เรายังไม่แข็งแกร่งในการหารายได้ด้วยตัวเอง แต่มากกว่านั้น ผมคิดว่าเราควรจะโฟกัสเรื่องการทำผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อน ถ้าผลิตภัณฑ์เราดีเดี๋ยวจะมีคนสนใจอยากช่วยทำให้มันเติบโตขึ้นเอง รวมทั้งคิดถึงการหารายได้ด้วยตัวเองด้วย

สำหรับ Health at Home เราตั้งใจจะร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับวงการประกัน เพราะตอนนี้ในเมืองไทยเวลาเราไปโรงพยาบาล เรามีประกันเบิกได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก แต่พอกลับบ้านทุกคนต้องจ่ายเอง ผมก็อยากทำ Product ให้มีคุณภาพพอที่มันจะถูกรวมเข้าไปในแพ็กเกจประกันสุขภาพ พูดง่าย ๆ คือ ถ้ากลับบ้านแล้วมี Health at Home แถมยังเบิกประกันสุขภาพได้

ในเชิงบริหาร เมื่อไรเราถึงจะรู้ว่าถึงจุดที่เกิดสภาพคล่องทำให้สตาร์ทอัพของเราไปต่อได้ ?


คุณอดิสัน: ผมว่าสตาร์ทอัพหรือธุรกิจ SME เริ่มต้นไม่ต่างกันเท่าไหร่ คือ รายรับต้องมากกว่ารายจ่าย และรายจ่ายก็ต้องช้ากว่ารายรับ มันทำให้เราไม่ต้องการเงินลงทุนข้างนอกเพิ่มมากนัก ซึ่งผมว่านั่นเป็นเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง หรือถ้าจะหาเงินลงทุนก็หามาเพื่อขยาย ไม่ได้เอามาเพื่ออุดอย่างเดียว

ถึง Product ของผมจะไม่ได้ซีเรียสด้านการ Payment เท่า E-Commerce แต่ถ้าลูกค้าตัดสินใจใช้บริการก็ยังต้องใช้ระบบโอนเงินอยู่ เราเองก็ต้องดูแลการทำธุรกรรมการเงินในออนไลน์ให้ดี รวมทั้งดูแลระบบในการจ่ายคนทำงาน เพราะเขาเป็นฟรีแลนซ์ เราก็อยากจ่ายเขาให้ตรงเวลา

หลายคนมองว่าสตาร์ทอัพที่สำเร็จถึงจุดหนึ่งก็ควรขายกิจการ ส่วนตัวคุณมองอย่างไร ?


คุณอดิสัน: ผมว่าผมเพิ่งเริ่มต้นนะครับ ยังอีกไกลจากคำว่า “สำเร็จ” เลยครับ แต่ก็ถือว่าอยู่ในเส้นทางที่ดูดีดูมีอนาคต ส่วนเรื่องขายดีไหม ผมว่าแล้วแต่คน สำหรับผมตอนนี้อยากสร้างธุรกิจที่ดีและมีรายได้เข้ามา ที่สำคัญต้องส่งมอบคุณค่าให้กับผู้ที่ใช้บริการและทำงานกับเราได้ อีกอย่างโดยธรรมชาติของสตาร์ทอัพจะบังคับให้เราต้องออกแบบธุรกิจแบบ Automated คือ ให้มันเดินต่อได้โดยที่ไม่มีเราอยู่แล้ว ถ้ามันเป็นธุรกิจที่ดีและมีอนาคต วันหนึ่งเราก็อาจจะเจอจุดที่ต้องกลับมาคิดว่าจะขายต่อหรือทำต่อให้ดีขึ้นดีกว่า แต่ส่วนตัวตอนนี้ไม่มีความคิดว่าจะขายเลย อยากจะทำให้มันดีก่อนครับ

ความตั้งใจหรือแผนในอนาคตของ Health at Home เป็นอย่างไร ?


คุณอดิสัน: ต้องทำมาตรฐานให้ดีครับ ตอนนี้เราให้บริการได้แค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากส่งผู้ดูแลและเก็บข้อมูลได้ดีแล้ว ถ้าเราได้มาตรฐาน JCI ก็จะมี 2 ทางเลือก คือออกต่างจังหวัดเลย หรือทำที่มีอยู่ให้ลึกขึ้น เน้นข้อมูลเรื่องการดูแลที่บ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แนะนำอุปกรณ์หรือใช้เทคโนโลยีมาช่วย เช่น เตียงที่พลิกตัวได้เอง เซ็นเซอร์เก็บข้อมูลความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ โดยที่ไม่ต้องให้คนทำงานมาคอยวัด จริง ๆ แล้วนวัตกรรมด้าน Home Care มีเยอะมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่นหรือในไทยก็จะมี SCG Elderly Care ที่พยายามพัฒนาอยู่ แต่ยังขาดคนนำไปปรับใช้ต่อ ตอนนี้ตลาดเมืองไทยไม่ค่อยกระจายไปด้านอื่น จะมีแค่คนซื้อเตียง เครื่องตรวจ ถังออกซิเจน ฯลฯ ยังไม่ค่อยทราบกันว่าเทคโนโลยีมีแล้วดีอย่างไร ในวิสัยทัศน์ไกล ๆ เราจึงไม่ได้อยากแค่ส่งคนไปดูแลอย่างเดียว การดูแลที่บ้านยังมีอีกหลายอย่าง เราอยากจะเป็นคล้าย ๆ ศูนย์รวมความรู้ของการดูแลผู้ป่วยที่บ้านด้วยครับ
Related Content