3 เหตุผลที่ทำให้ Startup เฟล ก่อนสำเร็จ


Wilas Chamlertwat
Date: 25/12/2560
0 Share

3 เหตุผลที่ทำให้ Startup เฟล ก่อนสำเร็จ
 
คิดว่าเตรียมตัวพร้อมมาก แล้วทำไม Startup หลายรายกลับยังล้มกลางทาง พังไม่เป็นท่า อาจเพราะมีข้อควรระวังที่คุณเผลอมองข้าม หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่และต้องการความใส่ใจมากขึ้น อย่ารอให้สายเกินไป เรียนรู้และทำความเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง เพื่อให้เราไม่เป็นสตาร์ทอัพที่ล้มเหลวก่อนถึงเส้นชัย


การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาด ไม่ใช่แค่ปัจจัยเดียวที่จะนำพา Startup (สตาร์ทอัพ) ไปสู่ความสำเร็จ ในตอนเริ่มต้นสตาร์ทอัพหลายรายอาจมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนบางกลุ่ม และพยายามสร้างโปรดักต์เพื่อตอบโจทย์นั้น ๆ อย่างเตรียมพร้อมและสมบูรณ์แบบที่สุด แต่แค่นั้นยังไม่พอ มีอีกหลายอย่างที่ต้องพึงระวัง ดังนั้นบทความนี้เราจะหยิบยกประเด็นหลัก ๆ 3 ข้อที่มักทำให้ Startup (สตาร์ทอัพ) ล้มเหลวก่อนถึงฝั่งฝันมาเล่าให้ฟังครับ

ถูกที่ ถูกเวลา

Bill Gross CEO แห่ง Idealab ได้กล่าวไว้ในงาน TED Talk ว่า จากการวิเคราะห์การทำงานกับหลาย ๆ บริษัท เขาค้นพบว่า ส่วนใหญ่บริษัทที่ล้มเหลวมีสาเหตุที่คล้าย ๆ กัน และที่เห็นมากที่สุดคือ การมาในช่วงที่ไม่ถูกเวลา สูงถึง 42% เลยทีเดียว อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ถ้าคุณมาในช่วงที่ลูกค้ายังไม่พร้อม และสิ่งที่คุณต้องการคือการไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขา หรือคุณมาในจังหวะที่มีคู่แข่งเยอะเกินไป โอกาสที่ Startup (สตาร์ทอัพ) ของคุณจะสำเร็จก็จะน้อยลงไปมาก

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้าที่ YouTube จะประสบความสำเร็จ เคยมีบริษัทด้าน Video Content Platform มาแล้ว โมเดลธุรกิจก็แทบไม่ได้ต่างอะไรกัน แต่เนื่องด้วยบรอดแบนด์เทคโนโลยีในช่วงปี 1999-2000 ยังไม่ดีพอ อีกทั้งยังต้องติดตั้ง Code ต่าง ๆ ก่อนดูวิดีโอ สุดท้ายบริษัทเหล่านั้นต้องปิดตัวลงในปี 2003 แต่ YouTube มาในช่วงจังหวะที่บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนกว่า 50% ของสหรัฐฯ ในเวลานั้นแล้ว ซึ่งมาได้ถูกเวลากว่ามาก

อีกหนึ่งตัวอย่าง ก็อย่างเช่น Airbnb มาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เปิดตัวในช่วงที่คนต้องการหารายได้เพิ่ม เฉกเช่นเดียวกับ Uber คนที่มีรถขับอยู่แล้วก็มองหารายได้เสริมจากรายได้ปกติพอดี โอกาสของทั้ง 2 ธุรกิจนี้จึงเกิดขึ้นได้

ไม่สามารถสร้างให้เกิดเป็นลูกค้าประจำได้

แม้คุณจะเริ่มมีผู้ใช้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เริ่มมีคนสมัครใช้บริการ หรือยอด Page View สูงแค่ไหน ก็อย่าเพิ่งดีใจไป สิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องการ สิ่งที่สำคัญคือ คุณสามารถทำให้เกิดเป็นลูกค้าขาประจำได้หรือไม่ อย่าหลงไปกับการวัดผลที่ลวงตา (Vanity Metric) ทั้งหลาย ที่ทำให้คุณคิดไปเองว่า ผลิตภัณฑ์ของคุณกำลังมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่จริง

อธิบายง่าย ๆ คุณอาจทำการโปรโมตแอปฯ ของคุณออกไป แล้วมีจำนวนคนดาวน์โหลดเยอะแยะมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อลูกค้าเข้ามาใช้แล้ว ไม่ได้เห็นคุณค่าว่าทำไมพวกเขาต้องใช้งานต่อ ทำไมต้องมีแอปฯ นี้ติดไว้ในเครื่อง เลยตัดสินใจลบแอปฯ ออกหรือเลิกใช้บริการ ถ้าสุดท้ายคุณไม่สามารถเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่ใช้งานบริการของคุณได้จริง ๆ แบบที่สามารถสร้างให้เกิดเป็นรายได้ให้กับบริษัท แม้มีคนดาวน์โหลดแอพปฯ เยอะแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2016 Spotify ผู้ให้บริการ Music Streaming ซึ่งมีเพลงมากกว่า 30 ล้านเพลง มีผู้ใช้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 500 ล้านราย มีผู้ใช้ที่ active มากถึง 100 ล้านราย แต่ที่สำคัญคือ มีผู้ใช้แบบจ่ายเงินกว่า 40 ล้านรายจากทั่วโลก นี่คือตัวชี้วัดที่ดีที่สุดว่ามีผู้ใช้บริการแฟนพันธุ์แท้ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินอยู่ได้และเติบโตต่อไป

ทีมที่ไปต่อด้วยกันได้จริง

หลายครั้งที่ Startup (สตาร์ทอัพ) เก่งเรื่องเทคนิคและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่บ่อยครั้งที่ Startup (สตาร์ทอัพ) เหล่านั้นก็เลิกรากันเพราะทีมผู้ร่วมก่อตั้งไปด้วยกันไม่ได้ ซึ่งในช่วงเริ่มแรกอาจยังไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เพราะทุกคนยังสนุกกับการสร้างผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อทำไปสักพัก ปัญหาขัดเคืองใจก็มักจะเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา อาทิ บางคนอาจมีผู้ร่วมก่อตั้งที่ยังทำงานประจำอยู่ควบคู่ไปด้วย ใครทำมาก ใครทำน้อย ใครเสี่ยงมาก ใครเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนที่ไม่เสมอภาค ใครกำหนดทิศทางและตัดสินเวลาที่มีประเด็นใหญ่ ๆ เข้ามา เรื่องเหล่านี้ต้องตกลงกันไว้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ค่อย ๆ ปรับจูนกัน ความไม่ชัดเจนและคิดว่าเพื่อนกันยังไงก็ได้ อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังอย่างไม่ตั้งใจ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันย่อมเกิดขึ้นได้ แต่จงเป็นการติเพื่อก่อ ไม่ใช่การโทษกันไปมาก็จะสามารถประคองให้บริษัทเดินหน้าต่อไปได้

แน่นอนครับว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเมื่อคุณลงมือทำ Startup (สตาร์ทอัพ) แต่ 3 เรื่องนี้ผมอยากเน้นย้ำให้ระวังกันให้ดี เวลา ลูกค้า และทีมงาน แล้วพบกันที่ปลายทางแห่งความสำเร็จครับ
Related Content