5 เคล็ดลับการบริหารแบบ Lean ที่ Startup ไทยไม่ควรพลาด


Chavayot Pomcum
Date: 15/05/2560
0 Share

finnovate-blog-banner-five-manangement-for-lean-startup.jpg
เมื่อองค์กรยุคใหม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกฝ่ามือ การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แบบ “ลงทุนครั้งใหญ่ ใช้ได้ตลอดกาล” อาจจะใช้ไม่ได้ผล แม้ว่าองค์กรทั่วไปจะคิดว่า การสร้างนวัตกรรม ด้วยการลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างสินค้าใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดออกมา ก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ “เวลา”

ในบทความนี้ คุณสิริพงศ์ จึงถาวรรณ (อาจารย์เอส) และคุณชวยศ ป้อมคำ (อาจารย์แมน) สองผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารแบบลีน (Lean Management) และ ผู้จัด Lean Startup Machine จะมาแนะนำเคล็ดลับดี ๆ ในการนำหลักการบริหารแบบลีนไปปรับใช้กับ Startup ไทยกันดูครับ
 
5 เคล็ดลับการบริหารแบบ Lean ที่ Startup ไทยไม่ควรพลาดSource: Catalant: How to Run Your Enterprise Like a Lean Startup, 2016
ภาพแสดง การเปรียบเทียบสิ่งที่ทำให้การสร้างนวัตกรรมเป็นไปได้ยากลำบาก

จากภาพ Catalant เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจได้สัมภาษณ์ผู้บริหารองค์กรใหญ่ ๆ อาทิ AMGEN บริษัทผลิตนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีทางชีวะภาพและ General Electric (GE) ยักษ์ใหญ่ในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า พบว่า ปัญหาในการสร้างนวัตกรรมของบริษัทส่วนใหญ่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นระยะเวลานาน และไม่รู้ว่าไอเดียไหนที่จะทำเงินได้กันแน่

การสร้างสิ่งเล็ก ๆ ก่อน และเปลี่ยนโครงการให้เป็นการทดลอง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการสร้างผิดทาง และลดต้นทุนทรัพยากรและเวลาได้มหาศาล เราจึงต้องเรียนรู้วิธีที่จะสร้างธุรกิจเริ่มต้นใหม่แบบลีน (Lean Startup) ที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม (Traditional way) โดย 5 หลักการพื้นฐานของการสร้างธุรกิจเริ่มต้นใหม่แบบลีน ได้แก่

1. ผู้ประกอบการมีทุกหนทุกแห่ง (Entrepreneurs are everywhere.)


“ผู้ประกอบการ” อยู่ในทุกที่และนวัตกรรมก็ไม่ต้องเกิดในห้องปฏิบัติการหรือโรงรถเสมอไป ความคิดแบบผู้ประกอบการนี้แหละ จะเป็นตัวผลักดันให้นวัตกรรม ใน ปี ค.ศ. 2013 BASF เริ่มโครงการ BASF Creator Space ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ ให้นักวิจัย นักเรียน นักคิด ลูกค้า นักวิทยาศาสตร์ และคนทั่วไปมาออกไอเดีย เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และเค้าก็นำไอเดียนี้ไปปรับใช้

สิ่งนี้ทำให้เกิดการ “Re-thinking” กระบวนการในการสร้างนวัตกรรม ที่ไม่ใช่แค่ไอเดียเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมี แต่เกี่ยวกับวงการอาหารทั้งหมด โดยนำเอาความเป็นผู้ประกอบการจากภายนอก เปลี่ยนกระบวนความคิดเกิดการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) ไม่ใช่แค่เพียงจากภายในบริษัท

2. ความเป็นผู้ประกอบการต้องจัดการเป็น (Entrepreneurship is management.)


หลายคนเข้าใจว่า การสร้างนวัตกรรมและสินค้ามันจะขายตัวมันเอง ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่ ผู้ประกอบการสามารถจัดการแบ่งย่อยงานออกไปให้ใครทำบ้าง ไม่ใช่การสร้างสินค้าตัวหนึ่ง แล้วปล่อยมันทำงานเอง แต่ต้องมีการจัดการที่ดี จึงจะสามารถส่งมอบสินค้าได้ถึงมือลูกค้า ต้องคิดเสมอว่า “ธุรกิจใหม่” คือ ส่วนประกอบของสมมุติฐาน โดย “สินค้า X ของเรา จะแก้ปัญหาให้ลูกค้ากลุ่ม Y นี้ได้” และหน้าที่หลักของ “ผู้ประกอบการ” ต้องพิสูจน์ว่า สมมุติฐานนั้นเป็น "จริง" (Validate) หรือ ถ้าไม่ใช่ ก็ปรับเปลี่ยน (Pivot) ไปเป็นสิ่งอื่นที่มัน ใช่ !

3. การวัดผลเชิงนวัตกรรม (Innovation Accounting)


การวัดผล อาจไม่ได้อยู่ในรูปของยอดขาย กำไร หรือจำนวนลูกค้าเสมอไป แต่ต้องวัดแบบใหม่ เช่น จำนวนคนที่เปลี่ยนแปลงจากคนสนใจกลายเป็นลูกค้า (Conversion rate) คนเข้าเว็บไซต์ที่จะบอกต่อให้คนอื่น (Referral) ซึ่งมาตรวัดเหล่านี้ จะเป็นการวัดผลเชิงนวัตกรรมที่จะต้องพิจารณาไปควบคู่กับสมมุติฐานที่เราตั้งขึ้นด้วย

Airbnb เริ่มจะกำไรเมื่อไม่นานมานี้ แม้ธุรกิจมีมูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ณ ค.ศ. 2015) หรือ Facebook และ Grab ในไทย ก็ยังไม่มีวี่แววจะคืนทุนในเร็ว ๆ นี้ หากใช้วิธีการวัดผลแบบเก่าที่ดู “กำไรสุทธิ" ต้องบอกว่า ล้มเหลว หากมองที่ตลาด จะพบกว่า Airbnb มียอดจองมากกว่าคืนละแสนห้อง และเป็นแพลตฟอร์มที่ครองตลาดที่พักทั้งหมด (ทั้งโรงแรม บ้านพัก หอพัก) ถือว่าเป็นความสำเร็จที่พลิกโลก (Disrupt) เลยทีเดียว

4. การเรียนรู้ที่พิสูจน์ได้ (Validate Learning)


การเรียนรู้ปกติจะเรียนแบบรับข้อมูลฝั่งเดียว (Informative Learning) แต่เมื่อเปลี่ยนธุรกิจเป็นการทดลอง ทุกอย่างเป็นสมมุติฐาน (Hypothesis) หน้าที่ของผู้ประกอบการ คือ การตั้งสมมุติฐานและสร้างสินค้าที่พอใช้การได้ (Minimum Viable Product: MVP) เพื่อทดสอบสมมุติฐาน เมื่อพบว่า “เป็นจริง” (Validate) จึงจะไปสร้างเป็นสินค้าที่สมบูรณ์แบบต่อไป ด้วยแบบจำลองธุรกิจ (Business Model Canvas: BMC) ที่สามารถสร้างกระแสรายได้ได้อย่างยั่งยืน โดยทุกองค์กรประกอบในแบบจำลองธุรกิจจะต้องผ่านการพิสูจน์ว่า สามารถขายได้จริง จึงจะเดินหน้าทำต่อ (Validated) หรือถ้าไม่ถูกต้อง ก็ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับเปลี่ยนทิศทาง (Pivot)

กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่พูดถึงกันมากอันหนึ่ง คือ Airbnb สมัยเริ่มต้น ก็มีฐานลูกค้าไม่มาก โดยจุดเปลี่ยนที่พบว่า Validate และเป็นจุดที่ทำให้ Airbnb พลิกธุรกิจ มีลูกค้าจองที่พักเพิ่มกว่า 300% ภายในเวลาไม่ถึงปี คือ “รูปภาพ” ที่สวยงาม เมื่อเทียบกับรูปภาพแบบถ่ายเองทั่วไป รูปที่พักที่สวยงามจะมีคนคลิกจองมากกว่า และมียอดจองมากกว่าหลายเท่า เนื่องจากเขาได้พิสูจน์แล้วว่ามันส่งผลต่อการจองมหาศาล เขาจึงลงทุนในการจ้างช่างถ่ายภาพมืออาชีพ ไปบริการถ่ายภาพให้ผู้ปล่อยเช่าเป็นราย ๆ ถ้ามองในเชิงตัวเลข ต้องบอกว่า สิ้นเปลืองมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ห้องพักต่าง ๆ ที่รูปไม่สวยก็เริ่มสังเกตเห็น และเปลี่ยนมาใช้ภาพสวย ๆ ซึ่งนั่นส่งผลให้ยอดจองทั้งหมดของ Airbnb พุ่งทะยานหลายร้อยเท่าภายในปีเดียว

5. วงจรสร้าง-วัดผล-เรียนรู้ (Build-Measure-Learn Cycle)


หลักการข้อที่ 5 นี้ถือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุด คือ “สร้าง-วัดผล-เรียนรู้” ความสำคัญ คือ การลดเวลาในการวนรอบ โดยเริ่มต้นจากไอเดียแล้วตั้งสมมุติฐานเพื่อจะพิสูจน์ไอเดียนั้น ๆ แล้วนำเอาไอเดียไปสร้างเป็นสินค้า (Build) หรือการทดลองบางอย่าง แล้วนำออกทดสอบตลาดเพื่อวัดผล (Measure) พิสูจน์ไอเดียนั้น เอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์ (Learn) หากมีอะไรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ให้ใช้หลักการวิเคราะห์ ทำไม 5 ครั้ง (5 Why Analysis) เพื่อหาต้นตอของสาเหตุนั้นและแก้ไข สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องทำซ้ำ (Iterate) อยู่บ่อย ๆ และใช้เทคนิค Split Test (A/B Testing) บ่อย ๆ ทดสอบและเปรียบเทียบวิธีการใหม่ ๆ เสมอ เพื่อพัฒนากระบวนการให้ดียิ่งขึ้น
5 เคล็ดลับการบริหารแบบ Lean ที่ Startup ไทยไม่ควรพลาดภาพแสดง วงจรสร้าง-วัดผล-เรียนรู้ (Build-Measure-Learn Cycle)

ตัวอย่างการทำ Lean Startup ที่วงจรวนครบรอบและวนไปเรื่อย ๆ มีให้เห็นใน Startup ที่ประสบความสำเร็จหลายเจ้า Dropbox แอปพลิเคชันเก็บข้อมูลชื่อดัง โดยหลักที่สำคัญ คือ การพิสูจน์สมมุติฐานที่เสี่ยงที่สุด (Riskiest Assumption Test: RAT) ก่อน นั่นคือ “การไม่มีคนใช้สินค้า” เริ่มต้น Dropbox ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สินค้า หรือวิธีการที่จะช่วยในการเก็บข้อมูลในระบบคราวน์ จะเป็นที่ต้องการของลูกค้าหรือไม่ จึงโพสต์วิดีโอเพื่ออธิบายว่า ไอเดียคืออะไร แล้วลอง “ปล่อยออกตลาด” เพื่อทดสอบดู ปรากฏว่า มีคนลงทะเบียนสนใจใช้ถึง 40,000 ราย ภายในคืนเดียว ด้วยความสำเร็จที่พิสูจน์จากผู้สนใจนี้ เขาจึงเอาไอเดียไปต่อยอดสร้างสินค้าที่มีฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว คือ การ Sync ข้อมูลกันแบบไม่เห็นรอยต่อ (Seamless Technology) ซึ่งสมัยนั้น ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำไปสร้างเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทในเวลาไม่ถึง 5 ปี
 
“Not launching is painful, but not learning is fatal” Drew Houston, CEO at Dropbox

ในโลกของธุรกิจจริง Alex Olsterwalder ได้นำเอาหลักคิดนี้มาปรับใช้กับแผนผ้าใบธุรกิจ (Business Model Canvas: BMC) ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแผนธุรกิจให้เป็นสมมุติฐาน 9 ช่อง แล้วสร้างวิธีการ หรือสินค้า MVP ขึ้นมา เพื่อทดสอบตลาดและพิสูจน์สมมุติฐานเหล่านั้น

ปัจจุบัน Lean Startup สามารถเอาไปปรับใช้กับการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรหรือธุรกิจตนเอง เหมาะกับ SME หรือ Startup หน้าใหม่ที่ต้องการสร้างแบบธุรกิจแบบลีนมาก สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักการบริหารแบบลีนมากกว่า นี้สามารถอ่านบทความ “Lean Management : บริหารให้เป็น มีแต่กำไร” ได้ ที่นี่
Related Content