Fintech Startup (ฟินเทค สตาร์ทอัพ) สามารถอยู่รอด โดยไม่มีเงินทุนสนับสนุนได้หรือไม่


Editorial Team
Date: 16/11/2560
0 Share

will fintech success if no funding

ติดตามเทรนด์และสถานการณ์การเติบโตของ Fintech Startup (ฟินเทค สตาร์ทอัพ) จากทั่วโลก เข้าใจความต้องการของนักลงทุนนานาชาติ เพื่อโอกาสและการก้าวต่อไปในอนาคต

บริษัท Fintech Startup นั้นสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อไม่มีเงินทุน คำตอบคือ…ทำได้ไม่มากนัก ถ้ายังไงก็ยังต้องพึ่งเงินทุนอยู่ดี แล้วเราจะหาได้จากที่ไหน

ในช่วงสิ้นปี 2016 หลายคนคงรู้สึกได้ถึงความซบเซาในการลงทุนกับบริษัท Fintech Startup แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้แย่ไปหมด ที่จริงแล้วแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่ของตลาดโลกนั้นชี้ให้เห็นว่าบริษัท Fintech Startup กำลังเข้าสู่ยุคทองในแง่ของการหาทุนสนับสนุนจากนักลงทุนต่างหาก

บริษัท Fintech Startup อันดับต้น ๆ ของปี 2013 นั้นเป็นธุรกิจด้านการเงินส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อผู้บริโภค รวมถึงการดูแลมาตรการข้อกำหนดและมาตรการรักษาความปลอดภัยให้สถาบันการเงิน

เทคโนโลยี เช่น AI (ปัญญาประดิษฐ์) Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่องกล) และ Big Data (ข้อมูลจำนวนมากที่นำมาวิเคราะห์) กลายเป็นเทคโนโลยีชั้นนำที่บริษัทสตาร์ทอัพและนักลงทุนต่างให้ความสนใจ (แหล่งข่าว: American Banker)

และสิ้นปี 2016 สื่อใหญ่อย่าง Quartz เคยบอกว่า การลงทุนของ Fintech (ฟินเทค) นั้นแห้งเหือดลงทุกที แต่ผู้เขียนบทความชี้แจงในภายหลังว่า ถึงแม้มันดูเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของตลาดเท่านั้นที่มีปัญหานี้ ในส่วนอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีด้านประกันนั้นยังเป็นไปได้ด้วยดี โดยดึงดูดเงินทุนได้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ แค่ในครึ่งปีแรกของ 2016 เท่านั้น

ตามรายงานข้อมูลล่าสุดจากการประชุมการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTD) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกหรือ FDI (การถือกรรมสิทธิ์ครอบครองธุรกิจในประเทศหนึ่งโดยนิติบุคคลตั้งอยู่อีกประเทศหนึ่ง) นั้นหยุดนิ่งในปี 2016 และคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2017 และในปี 2018 คาดการณ์ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกจะมีมูลค่าเกินกว่า 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ทุกอย่างฟังดูดี แต่ทำไมข้อสรุปโดยรวมของ UNCTD นั้นออกมาในแง่ลบนัก

“ความคาดหวังเกี่ยวกับกระแส FDI ระยะสั้นนั้นมีแนวโน้มเป็นไปทางแง่ลบเพียงเล็กน้อยนั้นคงเป็นคำพูดที่เหมาะสมที่สุด FDI จะลดลงทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว”

แล้วคำตอบที่แท้คืออะไร จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพูดว่าการลงทุนของ Fintech (ฟินเทค) จะเติบโตขึ้นในปี 2017

ลองมาดูข้อมูลล่าสุด (เริ่มจากช่วงครึ่งหลังของปี 2016) และลองกำหนดแนวโน้มที่จะช่วยผลักดันทุนของบริษัท Fintech (ฟินเทค) ในปี 2017 ไปด้วยกัน!

นาทีทองของบริษัทสตาร์ทอัพในอินเดียและแอฟริกา

อินเดียนั้นการเป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ปัจจุบันอินเดียมีบริษัทสตาร์ทอัพมากกว่าอิสราเอลและจีน อย่างไรก็ตาม มีผลิตภัณฑ์จากบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพียง 4,400 ชิ้นในตลาด ซึ่งยังคงตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่มาก ซึ่งสหรัฐอเมริกานั้นนำด้วยผลิตภัณฑ์ 47,000 ชิ้น
 
การเติบโตอันรวดเร็วของบริษัทสตาร์ทอัพในอินเดียนั้นสืบเนื่องมาจากโครงการ “ริเริ่มบริษัทสตาร์ทอัพในอินเดีย” ของรัฐบาล บริษัทสตาร์ทอัพของอินเดียกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ บริษัท Flipkart ที่ครองอันดับ 9 จาก 10 อันดับบริษัทเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนด้านทุนทรัพย์มากที่สุดในโลก (ที่มา: World Economic Forum)
 
will fintech success if no fundingเครดิตภาพ: IDEAS ON

Flipkart เป็นตัวบ่งชี้ถึงเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดในวงการสตาร์ทอัพอินเดีย นั่นคือ E-Commerce อาจส่งผลดีต่อ Fintech (ฟินเทค) เนื่องจากการเติบโตของบริษัท Fintech Startup (ฟินเทค สตาร์ทอัพ) นั้นมีความเกี่ยวพันและคล้ายคลึงกับการเติบโตของแพลตฟอร์ม E-Commerce ในอดีต (ตัวอย่างเช่น Paypal และ Ebay)
 
ย้ายมาทางทิศตะวันออกอีกหน่อย - แล้วนาทีทองของบริษัทสตาร์ทอัพในแอฟริกาเป็นอย่างไร ในปี 2016 รายงานการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีของแอฟริกาพบว่า Fintech (ฟินเทค) นั้นได้รับเงิน 55 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 29.6% ของเงินลงทุนของบริษัทสตาร์ทอัพทั้งหมดในแอฟริกา และยังมีช่องว่างสำหรับการขยายตัว เนื่องจาก 80% ของชาวแอฟริกันนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางธนาคารแบบดั้งเดิมได้ (ที่มา: Finextra)
 
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ในวันที่ 19 ธันวาคม 2016 ผู้ดำเนินการชำระเงิน Paystack ประกาศซื้อกิจการที่มีเงินลงทุนจำนวน 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ที่มา: Black Enterprise) เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2017 บริษัทสตาร์ทอัพ Connaizen ที่ตั้งอยู่ในกรุงนิวเดลีได้รวบรวมเงินลงทุนจำนวนที่ยังไม่ได้เปิดเผยเพื่อที่จะได้ไปทำงานกับ 5 ธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Gumption Lab ที่รักษาเงินจำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐเป็นรางวัลจากแผนงานระยะเวลา 3 เดือน สำหรับกิจการ Fintech (ฟินเทค) (ที่มา:  Iamwire)
 
ดูเหมือนว่าในตลาดที่กำลังพัฒนาและกำลังต่อสู้กับปัญหา เช่น อินเดียที่เผชิญปัญหาระบบการเงินพังทลาย ต่างได้รับเงินทุนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเพื่อช่วยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจของ Fintech (ฟินเทค) นั้นจะเติบโตต่อไป นับเป็นเรื่องเดายาก
 
แต่สิ่งที่สามารถกล่าวได้ก็คือ ข้อมูลนี้ช่วยสนับสนุนว่ายังมีหนทางที่บริษัทสตาร์ทอัพในตลาดกำลังพัฒนาจะมีหนทางเติบโตในอนาคต อย่างน้อยก็ในอินเดียและแอฟริกา โดยสิ่งที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นที่สุด ก็คือ E-Commerce ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในการพัฒนาและส่งเสริมการเติบโตของบริษัท Fintech (ฟินเทค) รวมทั้งการที่ธนาคารแบบดั้งเดิมไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในตลาด ดังที่เป็นในประเทศที่พัฒนาแล้ว
 
will fintech success if no fundingเครดิตภาพ: BankNXT

มีการสนับสนุน Fintech (ฟินเทค) มากขึ้นในยุโรป

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2016 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศให้ทราบถึงการเปิดตัวกองทุนร่วมระดับภูมิภาคยุโรป โดยมีเงินกองทุนร่วมขั้นต่ำอยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร และสหภาพยุโรปรับผิดชอบเงินเป็นจำนวนหนึ่งส่วนสี่ และส่วนที่เหลือจะได้รับจากเงินทุนเอกชน นอกจากนี้สหภาพยุโรปจะให้โอกาสครั้งที่สองกับผู้ประกอบการ ด้วยกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากของภาษี ด้วยข้อเสนอ เช่น ฐานภาษีกลางสำหรับนิติบุคคลทั่วไป (CCCTB)
 
โครงการริเริ่มสตาร์ทอัพในยุโรปนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพในการติดต่อกับคู่ค้าที่น่าเชื่อถือ ที่จะช่วยให้การเติบโตของสตาร์ทอัพเหล่านี้ต่อไป นอกเหนือจากนั้นในเดือนธันวาคม ปี 2016 คณะกรรมาธิการยุโรปแถลงการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจด้านเทคโนโลยีการเงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมของ Fintech (ฟินเทค) ให้สูงที่สุด และจัดการกับอุปสรรค ด้วยกลยุทธ์ใหม่ (ที่มา: European Commission)
 
รายงานของกรรมาธิการยุโรปกล่าว่า “กองกำลังเฉพาะกิจรวบรวมความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่กรรมาธิการจากหลายสาขา เช่น ด้านการเงิน การบริหารดิจิทัล นวัตกรรมดิจิทัล และความคุ้มครองทางความปลอดภัย การแข่งขัน และผู้บริโภค” กองกำลังเฉพาะกิจนี้ยังมีส่วนร่วมกับผู้ถือผลประโยชน์ร่วมและเสนอแนะแนวทางและนโยบายในครึ่งแรกของปี 2017
 
หากการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรปดำเนินไปอย่างถูกต้องและตรงเวลา บริษัท Fintech Startup (ฟินเทค สตาร์ทอัพ) และบริษัทสตาร์ทอัพอื่น ๆ โดยทั่วไป ในยุโรปจะมีการเข้าถึงแหล่งทุนที่ดีขึ้นและประสบปัญหาการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดน้อยลงอีกด้วย

การเติบโตของเศรษฐกิจฐานบริการในประเทศจีน

เทรนด์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในโลกฝั่งตะวันออก จากความคิดเหมารวมที่ว่าตลาดจีนนั้นคือจุดศูนย์กลางการผลิตของโลก แต่ในปี 2017 นี้ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป
 
ที่จริงก็ตั้งแต่ปี 2014 ปีที่ฐานบริการขยายใหญ่กว่าฐานการผลิต จนกลายเป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจของจีน
 
“โครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความต้องการทางการศึกษา สุขภาพ และบริการทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้น สร้างศักยภาพในการสร้างงานใหม่ ๆ ไม่เพียงในประเทศจีนเท่านั้น แต่ในสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน” (ที่มา: World Economic Forum)
 
ความเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจจีนอาจนำไปสู่ตลาดเสรียิ่งขึ้น เป็นตลาดที่บริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศอื่น ๆ สามารถเข้าสู่ประเทศจีนโดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองที่กั้นขวางอยู่
 
ตลาดบริการทางการเงินของประเทศจีนนั้นถูกการปฏิวัติของ Fintech (ฟินเทค) เข้าไปครอบครองอย่างหนักดังที่ O’Reilly กล่าวว่า

“ยูนิคอร์นของ Fintech (ฟินเทค) ทั้ง 8 แห่งในประเทศจีนถูกถือหุ้นโดยภาคเอกชนทั้งหมด มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าเกือบ 100 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่ามูลค่าของยูนิคอร์นของ Fintech (ฟินเทค) 14 แห่งในอเมริกาถึง 3 เท่า”
 
ดังนั้นคุณจึงสามารถพูดได้ว่าฐานของ Fintech (ฟินเทค) นั้นแข็งแรงมากในประเทศจีน และยังคงมีช่องสำหรับการเจริญเติบโตอีกในปี 2017 เมื่อโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนยังคงปรับเปลี่ยน และโอกาสใหม่ที่จะร่วมกับทั่วโลกนั้นเปิดกว้างสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพในฝั่งตะวันออก

การทำงานร่วมกันอย่างมีพัฒนาการของธนาคารและนักพัฒนา Fintech (ฟินเทค)

มีข้อกังวลหนึ่งที่ตัวแทนธนาคารและตัวแทนศูนย์วิจัยมีร่วมกันในรายงานของ Fintech (ฟินเทค) ปี 2017 ก็คือ หากธนาคารไม่เรียนรู้ที่จะสื่อสารและร่วมมือกับ Fintech (ฟินเทค) ถึงจุดหนึ่งบริการทางธนาคารก็จะหมดความหมายเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและความไม่ยุ่งยากของบริการทางการเงินที่บริษัทสตาร์ทอัพสามารถมอบให้ได้
 
ดังนั้นแทนที่จะรอให้ตลาดและผู้บริโภคหันไปหา “คู่แข่ง” ใหม่ สู้เห็นว่าบริษัทสตาร์ทอัพ Fintech (ฟินเทค) นั้นเป็น “พันธมิตร” จะดีกว่า
 
ธนาคารจึงยังคงทุ่มเงินทุนจำนวนมหาศาลในสตาร์ทอัพของ Fintech (ฟินเทค) บางครั้งก็เสียสละผลตอบแทนจากการลงทุนของตนเองเพื่อที่จะก้าวให้ทันเทคโนโลยีและหลีกเลี่ยงการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
 
ข้อมูลจาก Global Finance กล่าวว่า Fintech (ฟินเทค) จำนวนมากกำลังมองหาผู้รับซื้อ แต่เพราะราคาประเมินที่สูงถึง 18.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (SME ของจีนและแพลตฟอร์มการให้กู้ยืมของผู้บริโภค) นั้นเป็นอุปสรรคสำคัญในการถูกซื้อกิจการ
 
และนั่นคือเหตุผลที่คาดว่า Ai (ปัญญาประดิษฐ์) และ Blockchain (บล็อกเชน) จะยังคงทำงานร่วมกันมากขึ้น ธนาคารจะทำงานร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพ แทนที่จะซื้อกิจการเหล่านั้น
 
ขณะนี้ ความร่วมมือระหว่างธนาคารและบริษัท Fintech (ฟินเทค) นั้นกำลังดีขึ้น   “Fintech (ฟินเทค) และธนาคารกำลังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจ พยายามพัฒนาแนวคิดและกำหนดวิธีการที่จะสามารถทำงานและก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน” (ที่มา: Global Finance)
 
ในสาระสำคัญ ความร่วมมือระหว่าง Fintech (ฟินเทค) และธนาคารนั้นกำลังเติบโต และทั้งสองฝ่ายนั้นมองหาวิธีที่จะหาผลตอบแทนจากการลงทุนจากความร่วมมือนี้
 
บทสรุป
แนวโน้มล่าสุดของโลกที่อาจมีผลกระทบต่อการเติบโตของ Fintech (ฟินเทค) ในปี 2017 และหลังจากนั้นได้แก่
  1. นาทีทองของบริษัทสตาร์ทอัพในอินเดียและแอฟริกา
  2. มีการสนับสนุน Fintech (ฟินเทค) (และบริษัทสตาร์ทอัพอื่น ๆ โดยทั่วไป) มากขึ้นในยุโรป
  3. การเติบโตของเศรษฐกิจฐานบริการในประเทศจีน
  4. ธนาคารที่ใช้นวัตกรรมของ Fintech (ฟินเทค)
คงพอเห็นทิศทางกันแล้วใช่ไหมครับว่า เงินทุนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับ Fintech Startup (ฟินเทค สตาร์ทอัพ) แต่ต้องระดมทุนผ่านความเข้าใจในกลไกของตลาดและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เช่น บทความ สรุปวงการ Fintech ไทย 3 ไตรมาสแรกในปี 2017

และจากบทความเราจะเห็นว่า ถึงแม้จะมีช่วงซบเซา แต่เงินทุนของ Fintech (ฟินเทค) ก็ยังคงมีแววเติบโต และโครงการที่กำลังริเริ่มทั่วโลกนั้นก็เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมในตลาดที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น ผ่านขั้นตอนการลดความยุ่งยากของกฎระเบียบและการเพิ่มเงินทุน
 
ข้อมูลอ้างอิง: IDEAS ON
Related Content