จับจ่าย For School ยกระดับการจัดการในสถานศึกษาให้ทันยุคดิจิทัล


จับจ่าย For School Team
Date: 20/10/2560
0 Share

จับจ่าย For School ยกระดับการจัดการในสถานศึกษาให้ทันยุคดิจิทัล 
จับจ่าย For School หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ Krungsri RISE Batch 2 สตาร์ทอัพที่ช่วยจัดการรายงานข้อมูลและการติดตามผล ไม่ใช่แค่ด้านการเรียนแต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตของนักเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองและครูสามารถติดตามพัฒนาการ เข้าใจปัญหา ปรับปรุงการเรียนการสอนและการเลี้ยงดู เพื่อช่วยให้เด็กสามารถเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

ในแต่ละปี โอกาสที่คนเป็นพ่อแม่จะได้ใกล้ชิดลูกในรั้วโรงเรียนอาจมีไม่มากนัก ยิ่งบางคนแล้วอาจเป็นแค่วันรับทราบผลสอบเท่านั้นเลย เพราะนอกจากนี้ก็ดูเหมือนไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่ผู้ปกครองจะต้องไปโรงเรียน ทำให้หลายคนไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวัน ๆ หนึ่งเจ้าตัวเล็กเรียนเป็นอย่างไร เข้าเรียนครบไหม ทานอะไรเป็นมื้อเที่ยง หรือหมดเงินไปกับอะไรบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ที่ผู้ปกครองมองข้ามสามารถสะท้อนแง่มุมได้หลายด้าน เช่น บางครั้งการที่ลูกรักสอบตกอาจเป็นเพราะมาสายหรือเพราะขาดเรียนบ่อย

จับจ่าย For School คือ สตาร์ทอัพที่จะช่วยบอกข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ และเชื่อมต่อผู้ปกครอง โรงเรียนและนักเรียนเข้าด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงวิธีการทำงานและการแก้ปัญหาของจับจ่าย For School ผ่าน คุณนรินทร์ คูรานา (CEO) คุณธนา ก้งเส้งวั่น (CTO) และ คุณสุชาดา จันทร์แสงมณี (COO) ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการ Krungsri RISE Batch 2 ส่งผลต่อการเติบโตและทิศทางสตาร์ทอัพของเขาอย่างไร ไปติดตามกัน
 
จับจ่าย For School ยกระดับการจัดการในสถานศึกษาให้ทันยุคดิจิทัลคุณธนา ก้งเส้งวั่น (ซ้าย) / คุณนรินทร์ คูรานา (กลาง) / คุณสุชาดา จันทร์แสงมณี (ขวา)
ทีมผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร จับจ่าย For School
 
จับจ่าย For School มีแนวคิดอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องกับวงการ Fintech (ฟินเทค) อย่างไรบ้าง

คุณนรินทร์: เราเป็นระบบบริหารโรงเรียนแบบดิจิทัลที่ครอบคลุมมากที่สุด ทั้งการให้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น วันนี้นักเรียนมาเรียนไหม มีการบ้านข่าวสารที่จะแจ้งผู้ปกครองไหม รวมทั้งการจัดการและบริหารเพื่อลดภาระจากการใช้เอกสาร ช่วยให้ครูและผู้ปกครองสามารถทำงานและตรวจสอบผ่านแอปฯ ได้เลย

นอกจากนี้ยังมีระบบของโรงอาหารที่ใช้ลายนิ้วมือในการชำระเงินซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Fintech (ฟินเทค) ด้วย เราเป็นเจ้าแรกที่ใช้ BioMetric ในโรงเรียน เด็กนักเรียนไม่ต้องพกเงินสด จริง ๆ แล้วไม่ต้องพกบัตรด้วยซ้ำ ใช้นิ้วมือแตะแล้วจ่ายเงินได้เลย ผู้ปกครองก็จะเห็นได้ว่าเด็ก ๆ กินอะไร คือไม่ได้เห็นแค่มาเรียนไหม มีการบ้านไหม มีตารางสอนอย่างไรเท่านั้น แต่เห็นว่ามีการใช้เงินในโรงเรียนแบบไหน ซื้ออะไรบ้าง เวลาที่นักเรียนสร้าง Account บัญชีการใช้งานของตนเองขึ้นมา เหมือนเราเปิดใช้งานอีเมล นักเรียนก็สามารถเติมเงินเข้า Account ตัวเองในโรงเรียนได้ คล้าย ๆ กับ Food Court โรงเรียน ซึ่งเป็นจุดรับเติมเงิน จะเติมเข้าบัตรหรือเข้านิ้วมือก็ได้
 
ระบบของ จับจ่าย For School จะช่วยทางโรงเรียนและผู้ปกครองได้อย่างไรอีกบ้าง

คุณนรินทร์: คนเราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองได้ ถ้าไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระเบียบ ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่าย ๆ เช่น 30% ของเด็กไทยเป็นโรคอ้วน เพราะเขาไม่รู้ว่าเขากินอะไรเข้าไป ทั้ง ๆ ที่อยู่โรงเรียนวันละ 8 ชั่วโมง ผมเคยมีเพื่อนที่อ้วนตอนเด็ก ผ่านไปแล้ว 3 ปีก็ยังอ้วน ผ่านไปแล้ว 6 ปีก็ยังอ้วน ยัน ม.6 แล้วมาบอกไม่รู้ว่าตัวเองอ้วนได้ไง แต่ถ้าเขารู้ เขามีข้อมูล เขารู้ว่าเพราะเขากินแต่ลูกชิ้นทอดในโรงเรียนเป็นประจำ เขาก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาดูได้ หรือบางคนสอบตกตลอดเลย แล้วมาดู อ๋อ... ที่ตกเพราะการบ้านไม่ค่อยส่งหรือเข้าสายบ่อย ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาตัวเองได้
 
ทำไมถึงสนใจและอยากเข้าร่วมโครงการ Krungsri RISE Batch 2

คุณนรินทร์: เราเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ การเข้าถึงคอนเน็กชั่นและพาร์ทเนอร์เป็นเรื่องค่อนข้างยาก ยิ่งถ้าจะไปหากับคนที่ถูกต้องในองค์กร บริษัทใหญ่หรือธนาคารใหญ่ด้วยตัวเอง กว่าจะพบตัวเป็นเรื่องยาก ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้คุย แต่การที่เราเข้ามาร่วมโครงการนี้ ทีมกรุงศรีสามารถแนะนำเรากับทีมมหาวิทยาลัยได้โดยตรง และประสานให้เลยว่ามีทีมที่ทำและดูแลเรื่องของโรงเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ผลิตภัณฑ์ของเราจะช่วยเขาได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้เราก็คุยกันเรื่อย ๆ นะ และหวังว่าในอนาคตอาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้ร่วมงานกันจริง ๆ
 
การเข้าร่วมโครงการลักษณะนี้ มีประโยชน์ต่อสตาร์ทอัพอย่างไร

คุณนรินทร์: สิ่งสำคัญ คือ ได้ความรู้ นักกีฬายังต้องมีโค้ช นักธุรกิจถ้าจะทำธุรกิจให้ดีก็ต้องมีโค้ช ซึ่งในโปรแกรมนี้เขาให้โค้ชมาช่วยชี้ทางเรา

คุณสุชาดา: อย่างหลาย ๆ ท่านที่เข้ามาเป็นโค้ช หรือที่เรียกกันในโครงการนี้ว่า Mentor ถ้าเราไม่ได้มาอยู่ในโครงการนี้ คงยากมากที่เราจะได้มีโอกาสพบเขา ตรงนี้จึงเป็นข้อดีและโอกาสที่ดีมาก ๆ ทำให้เราได้รับความรู้เพิ่มเติม
 
มีอะไรที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม

คุณสุชาดา: อาหาร ความใส่ใจและการดูแลของทีมงานทุกคน รวมถึงการสื่อสารและกิจกรรมอย่างจริงจัง เขาติดตามผลตลอดว่าเราไปถึงไหนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ในขณะที่เขาติดตามผล เขาก็ยังคงให้คำแนะนำอยู่เรื่อย ๆ ว่า ตอนนี้คุณมาถูกทางไหมหรือเรามาผิดทาง เขาก็จะแนะนำทางที่ถูกให้

คุณนรินทร์: ใช่ เขาจริงจัง พยายามทำให้เราบรรลุเป้าหมายจริง ๆ สมมติว่า ผมเคยมีโรงเรียนอยู่ในลิสต์แค่แห่งเดียว และอยากเพิ่มให้เป็น 2 3 4 ไปจนถึง 10 หรือ 100 เขาก็พยายามเอาใจใส่ สิ่งสำคัญ คือ ทางกรุงศรีมีแหล่งทรัพยากรเยอะ มีหลายแผนก ทั้ง Banking, Website, Digital และ Content ครบหมด เพราะฉะนั้นเราจึงได้เรียนรู้จากตัวอย่างเหล่านี้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้เคยเจอปัญหาคล้ายเรามาก่อน เขาจึงสามารถนำวิธีแก้ปัญหาหลายด้านมาแชร์เราได้
 
จับจ่าย For School ยกระดับการจัดการในสถานศึกษาให้ทันยุคดิจิทัล
 
เริ่มมีการเข้าไปตามโรงเรียนบ้างหรือยัง

คุณนรินทร์: ต้องบอกว่าประหลาดใจมาก พอเราเริ่มคิดว่าจะมีแค่โรงเรียนเอกชนที่จะใช้บริการด้านนี้ แต่ผิดมาก อาจต้องเรียกว่าเป็นจังหวะที่ใช่ด้วย เพราะรัฐบาลประกาศนโยบายด้าน 4.0 ซึ่งรวมถึงด้านการศึกษาพอดี ตอนนี้เราจึงมีผู้ใช้บริการทุกกลุ่มเลย ตั้งแต่โรงเรียนเอกชน โรงเรียนอินเตอร์ มหาวิทยาลัย รวมไปถึงโรงเรียนวัด โรงเรียนรัฐบาล และอาชีวศึกษาทั้งในสังกัดรัฐและเอกชน โรงเรียนสพฐ. โรงเรียนศาสนา เพราะการแก้ปัญหาของเราสามารถตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่เอกชนเหมือนที่เราคิดตอนแรก ขอแค่เป็นโรงเรียน เขาก็ต้องการการจัดการตรงนี้ให้มันดีมากขึ้น

ช่วงแรกอะไรที่ยังใหม่ เราก็ต้องให้ความเข้าใจกับเขานิดนึงว่า มันดีต่อโรงเรียน ต่อคุณครู ต่อผู้ปกครอง และต่อนักเรียนอย่างไร หลังจากที่ทุกคนเข้าใจ เราก็มีคู่มือเทรนนิ่งให้และพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง คุณลืมอะไรโทรมาเลย
 
ความรู้ที่ได้จากโครงการสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้อย่างไร

คุณนรินทร์: Krungsri RISE Batch 2 เปิดโอกาสให้เรามีพาร์ทเนอร์ และมีเครือข่ายมากขึ้น ตอนนี้เรามาค่อนข้างเร็ว ถ้าเปรียบเทียบกับองค์กรที่ขายของให้โรงเรียนเหมือนกัน ตอนนี้โรงเรียนใหญ่ ๆ ในประเทศไทยรู้จักเราหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ถ้าพาร์ทเนอร์ของเราได้รู้จักกันจากโครงการนี้สำเร็จ เราต้องเป็นที่ 1 ของตลาดใน 1-2 ปีข้างหน้าแน่นอน
 
คำจัดความของคำว่า RISE ในมุมมองของคุณคือ

คุณนรินทร์: คำว่า RISE ในความหมายของผมตรงกับคำที่เราพูดกับทีมอยู่เสมอว่า มันจะไม่หยุดจนกว่าเราจะชนะได้ เพราะฉะนั้น We're always RISE! ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง เราก็ต้อง RISE จนกว่าชนะ
Related Content