เมื่อสตาร์ทอัพไทยอยากเติบโตใน Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์)


ยรรยง บุญ-หลง
Date: 22/09/2560
0 Share

คุณยรรยง บุญ-หลง
คุณยรรยง บุญ-หลง
เครดิตภาพ: a day magazine
 
ฝันอยากไปให้ถึง Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) ลองฟังแนวคิดของคุณยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกผู้คุ้นเคยกับย่านนวัตกรรมระดับโลกแห่งนี้เป็นอย่างดี แล้วคุณจะรู้ว่าฝันนี้ไม่ไกลเกินเอื้อม

ได้ยินชื่อ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) ย่านสุดเนิร์ด แหล่งรวมบริษัทไอทีจุดกำเนิดนวัตกรรมอันดับต้น ๆ ของโลกเมื่อไหร่ เชื่อว่าสตาร์ทอัพหลายรายจะต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพราะนอกจากที่นี่จะรวมทั้งคนเก่งและเทคโนโลยีสุดล้ำ ยังมีโอกาสทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลและเครือข่ายพันธมิตรขนาดยักษ์รออยู่ด้วย แม้จะมีสตาร์ทอัพไทยบางรายทยอยกันเปิดตัวที่นั่น แต่สำหรับหลายคน การไปถึง Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) ก็ยังคงเป็นปริศนาลึกลับที่หาทางเข้าไม่เจออยู่ดี

วันนี้ คุณยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกและที่ปรึกษาโครงการทางด้านผังเมือง ผู้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและทำงานภายใน Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) มาร่วมแบ่งปันมุมมองแบบเจาะลึก พร้อมคลุกวงในกันว่า หากสตาร์ทอัพไทยฝันอยากไปไกลถึงที่นั่นจะเป็นได้จริงแค่ไหน แนวคิดและหนทางในการเตรียมพร้อมควรเป็นอย่างไร ใครที่ยังหาทางไม่เจอ เราอยากให้คุณก้าวเข้ามาเปิดประตูบานนี้ไปด้วยกัน

ลงทุนกับคนก่อน ทุกอย่างจะตามมาเอง


ถ้าอยากเติบโตใน Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) คำถามยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นในใจของทุกคนคือ ต้องเริ่มต้นอย่างไร คุณยรรยงอธิบายให้เราเข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่า

“แทนที่จะพยายามชวนฝรั่งมาตั้งบริษัทในไทย พยายามสร้างตึกอาคาร Innovation Center ด้วยงบประมาณมหาศาล ทำไมเราไม่ลองนำบริษัทไทยมาตั้งที่ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) แล้วให้ทุนคนที่นี่ทำวิจัย เสร็จแล้วก็จดเป็น Patent (สิทธิบัตร) ร่วมกันบ้าง

เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการเช่าออฟฟิศเล็ก ๆ สักห้องหนึ่งหรือตึกแถวอะไรก็ได้ในย่านนี้ จดทะเบียนบริษัทให้เป็นที่เป็นทาง แล้วให้ทุนการวิจัยกับนักศึกษาที่จบใหม่หรือคนที่มีความคิดใหม่ ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กไทยเท่านั้นนะ แต่จะเป็นใครก็ได้ที่สามารถสร้างสิทธิบัตรให้องค์กรไทยได้ ซึ่งคนในย่านนี้ก็โชว์ให้เห็นแล้วว่าทำได้ มีระบบนิเวศที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ได้
 
ภาพสเก็ตช์เปรียบเทียบระหว่างการสร้างองค์กรในไทย  และการสร้างองค์กรใน Silicon Valley ภาพสเก็ตช์เปรียบเทียบระหว่างการสร้างองค์กรในไทย  และการสร้างองค์กรใน Silicon Valley
ภาพสเก็ตช์เปรียบเทียบระหว่างการสร้างองค์กรในไทยและการสร้างองค์กรใน Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์)
จากความคิดของคุณยรรยง

ในตอนนี้ เมืองที่ควรมาลงทุนคือ Stanford (สแตนฟอร์ด) และ Berkeley (เบิร์กลีย์) เพราะนักเรียนจากสองเมืองนี้เป็นอันดับต้น ๆ ของจำนวนคนที่ได้รับทุนจาก Venture Capital มาทำสตาร์ทอัพ (ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ geekwire)

พอเริ่มมีโครงข่ายเด็กทุนของเรา ก็ค่อย ๆ ดึงคนไทยคนอื่น ๆ มาร่วมแจม เรียกว่าต่อยอดบริษัทไปด้วยกัน วิธีนี้จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเด็กไทยภายในองค์กรหรือบริษัทได้ง่าย”

ใครมาเที่ยวที่ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) คุณยรรยงกล่าวว่า จะเห็นได้ทันทีว่าที่นี่เน้นการก่อสร้างน้อยมาก ไม่มีอะไรที่หรูหรา ส่วนใหญ่เป็นตึกเหมือนแถบชานเมือง ก่อสร้างเป็น Tilt-Up Wall (เทคนิคการก่อสร้างกำแพงด้วยคอนกรีต เน้นหลักความคุ้มค่าและใช้เวลาสร้างไม่นาน) ถ้าขับอยู่บนถนน Highway 101 มองลงมาจะเห็นเป็นแนวราบเหมือนโรงงานหรือลานจอดรถขนาดใหญ่

“ระบบนิเวศใน Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) พร้อมแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด เงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างพวกอิฐ ปูน มันแพงมากนะ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เป็น 2-3 หมื่นล้านต่อโครงการ สู้เอาเงินหมื่นล้านมาให้ทุนคนที่นี่แล้วจดเป็น Patent ร่วมกันไม่ดีกว่าหรือ

เพราะกว่าจะเกิดระบบนิเวศที่ดีในการสร้างนวัตกรรมได้แบบนี้ เขาไม่ได้สร้างแค่ภายใน 10 ปีเหมือนที่จีนหรือสิงคโปร์พยายามจะทำ แต่เขาทำกันมามากกว่า 50 ปีแล้ว

ผมมองว่า เราควรจะมีคนประสานงานเพื่อให้ทุนเด็กในย่านมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในเมืองพาโล อัลโต้ ซึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัย Stanford และเมืองเบิร์กลีย์ซึ่งมีมหาวิทยาลัย UC Berkeley เพราะเป็นสองเมืองที่ป้อนคนเข้าสู่ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) อันดับต้น ๆ ของโลก

อาจจะสร้างเครือข่ายเอาไว้ติดต่อกับนักศึกษาที่กำลังจะจบไว้ (หรืออยาก drop out) เราบอกเขาว่าเรามีทุนตรงนี้ให้นะ เหมือนที่มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) สนับสนุนทุนและการวิจัยในเอเชีย (อย่างในอินเดีย) แล้วก็ร่วมลงทุนในธุรกิจด้วย”

คุณยรรยงย้ำว่า ทรัพยากรบุคคลเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสตาร์ทอัพ การสร้างเครือข่ายของ “คน” ของเราก่อน โดยเฉพาะในระบบนิเวศที่เป็นที่รู้กันว่าสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อยู่แล้ว

เพราะหากเราเน้นแต่การลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว เราจะช้าเกินไป ไม่ใช่ First Mover อีกต่อไป… เราต้องลงทุนในคนที่กำลังทำวิจัย

เชื้อชาติไม่ใช่ปัญหาใน Silicon Valley


ในขณะที่หลายคนมองว่า คนไทยหรือคนเอเชียยังไม่สามารถเข้าถึง Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) ได้มากนัก แต่คุณยรรยงมองต่างไป
 
เมื่อสตาร์ทอัพไทยอยากเติบโตใน Silicon Valleภาพแสดงความต้อนรับชาวต่างชาติในรถไฟฟ้าย่านซานฟรานซิสโก
เครดิตภาพ: SFGATE

“คนส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนองค์กรที่นี่เป็นชาวเอเชียนะ ทั้ง YouTube และ Yahoo ก็มีหนึ่งในผู้ก่อตั้งเป็นชาวไต้หวัน ส่วนคนตั้ง eBay เป็นชาวอิหร่าน (ถือสัญชาติฝรั่งเศส) คนตั้ง Hotmail เป็นชาวอินเดีย ฯลฯ บริษัท Google ก็มี CEO เป็นชาวอินเดีย Microsoft ก็คนอินเดีย Uber ก็เพิ่งมี CEO ใหม่เป็นชาวอิหร่าน

ตอนนี้มีสตาร์ทอัพรายใหม่ทยอยมากันเยอะ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) ไม่ได้กีดกันชาวต่างชาติ ในซานฟรานซิสโกค่อนข้างเปิดกว้าง แม้แต่ผู้ว่าฯ เมืองซานฟรานซิสโกก็เป็นคนเชื้อสายจีน

สำหรับคุณยรรยง เมื่อถามว่านวัตกรรมแบบไหนที่น่าจะมีโอกาสเติบโตใน Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) เขาตอบว่า

“ถ้าบริษัทไทยจะมาลงทุนที่นี่ ผมคิดว่าเราน่าจะเน้นการลงทุนส่งเสริมการวิจัยทาง Algorithm รวมทั้งเรื่อง Encryption และ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เพราะมันคือคณิตศาสตร์ล้วน ๆ เราไม่ต้องลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์อะไรมากเลย ลงทุนให้เด็กมีแค่โต๊ะกับคอมพิวเตอร์ กาแฟและทุนก็ทำได้แล้ว”

สตาร์ทอัพสำรวจเมือง สถานที่ที่ขอชวนไปให้ได้สักหน


สำหรับสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาโอกาสตั้งหลักปักฐานที่ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) คุณยรรยงแนะนำให้ลองแวะไปสถานที่เหล่านี้ดูก่อน บางทีคุณอาจได้ไอเดียหรือแนวทางใหม่ ๆ ในการก่อร่างสร้างตัวก็ได้
 
เมื่อสตาร์ทอัพไทยอยากเติบโตใน Silicon ValleySteve Wozniak และ Steve Jobs
ระหว่างที่พบกันใน The Homebrew Computer Club
เครดิตภาพ: Business Insider

“ที่แรกที่ผมอยากแนะนำคือ Homebrew Computer Club (ที่เคยอยู่ในมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด) เป็นสถานที่ที่กลุ่มวิศวกรและแฮกเกอร์มาชุมนุมกันตั้งแต่ประมาณช่วงปี ค.ศ. 1975 สถานที่นี้เองที่ Steve Wozniak วิศวกรหนุ่มจากมหาวิทยาลัย UC Berkeley ได้โชว์แผงวงจร Apple I ให้สาธารณะรับรู้ (และนำไปใช้ได้) อย่างเปิดเผย

อีกที่คือสถานที่ซึ่งเคยเป็นร้านจานเสียง CD ชื่อ Leopold Records ในเมืองเบอร์เลย์ คือที่ซึ่ง Lee Felsenstein ริเริ่มผลักดันให้เกิด “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ชื่อ Community Memory Terminal เพื่อเขียนเป็นเว็บบอร์ดขึ้นมาในปี ค.ศ. 1973

แห่งที่ 3 ที่น่าสนใจ แต่ผมก็ยังไม่เคยไป คือ โรงเรียนเทศบาล Homestead High School ที่ Steve Jobs และ Steve Wozniak สองในสามผู้ก่อตั้งของ Apple เรียนมาด้วยกัน คือผมคิดว่าเราควรจะไปดูโรงเรียนเทศบาลที่นี่นะ (แต่ต้องทำเรื่องขออนุญาติโรงเรียนก่อน) เพราะเป็นแหล่งสร้างคนในการทำสตาร์ทอัพ บางคนเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยปีเดียวก็ออกมาทำธุรกิจแล้ว แสดงว่าแรงบันดาลใจจริง ๆ เกิดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมในโรงเรียนเทศบาลแล้ว ลองไปดูว่าเขาสร้างเด็กกันยังไง มีระบบการสอนยังไง โรงเรียนอีกแห่งที่น่าไปคือ Cupertino High School แน่นอน โรงเรียนเทศบาลเหล่านี้ ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้าไปง่าย ๆ การไปเยี่ยมชมคงต้องติดต่อก่อน

ผมจะไม่เน้นไปดูพวกบริษัทนะ อย่าง Apple มันเป็นแค่ตอนจบแล้ว แต่โรงเรียนเทศบาลที่นี่มันเป็นจุดเริ่มต้นทางความคิด เขาจะเน้นให้ตั้งคำถาม จะสอนว่าเห็นไหม Albert Einstein นักฟิสิกส์ทฤษฎีซึ่งเป็นอัจฉริยะของโลกเขาเน้นการตั้งคำถามนะ เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อแต่ทฤษฎีเก่า ๆ เพียงเพราะว่ามันเป็นที่ยอมรับโดยสถาบัน

การสอนแบบนี้ ทำให้เด็กกล้าข้ามพ้นอะไรเก่า ๆ ใครที่มาอยู่ในระบบนิเวศแบบนี้ก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา ถ้าข้ามไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ได้ก็จะมีแนวคิดใหม่ ๆ ตามมา อย่าง YouTube ถ้าตั้งในไต้หวันแต่แรกมันอาจจะไม่เกิดก็ได้แต่มาตั้งที่นี่ มันเกิดขึ้นได้

ส่วนแห่งที่ 4 นั้น ผมแนะให้ลองไปนั่งในคาเฟ่ ในเมืองเบอร์เลย์ ลองไปแถว Sproul Plaza และร้านกาแฟที่ห้องสมุด Moffitt เป็นที่ที่นักเรียนไปกัน หรืออย่างในสแตนฟอร์ด ควรไปนั่งแถวลาน Tresidder Memorial Union จะมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่นักเรียนมาพบปะกันโดย “บังเอิญ” จำนวนมาก

แผนการปัจจุบันและความฝันในอนาคต


อย่างที่ทราบกันดีว่า คุณยรรยงเป็นสถาปนิกและนักเขียน ผู้มีความสนใจในการพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ซึ่งจะเชื่อมโยงการออกแบบองค์ประกอบของเมืองเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม ขณะนี้เขาได้รับทุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ทำโครงงานร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการสำรวจและพัฒนาระบบคลอง ระบบราง และระบบการขนส่งที่กำหนดเวลาได้แน่นอน เช่น ระบบเรือ โดยพยายามจะวิจัยการเปิดบริการเรือในคลองอื่น ๆ นอกจากคลองแสนแสบ เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางของคนในกรุงเทพฯ

“ลองคิดดูถ้าเราสามารถเปิดให้บริการเรือในคลองอื่น ๆ เหมือนกับคลองแสนแสบ และทำให้เชื่อมต่อกับสถานี MRT หรือ BTS ที่อยู่ใกล้ท่าเรือ มันจะเกิดโครงข่ายการจราจรที่ไม่ติด ได้ทั่วเมือง

บ้านเราเองก็พยายามเอา Fintech (ฟินเทค) เข้ามาปรับใช้ในระบบการสัญจรสาธารณะ

ตอนนี้เรามีบัตรรถไฟฟ้ารวม (แมงมุม) แต่มันไม่ได้ลดราคาอะไรให้เราเลย ต่อไปเราอาจจะมีบัตรที่ถ้าคุณนั่งเรือจากภาษีเจริญไปต่อ BTS คุณจะสามารถลดค่าตั๋วโดยสาร BTS ได้ 20% หรือนั่งมอเตอร์ไซค์แล้วนำใบเสร็จมารับส่วนลด MRT ได้ 20% ภายในเวลา 2 ชั่วโมง เป็นต้น

รูปแบบนี้ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) ก็ทำอยู่ จริง ๆ เขาโลเทคกว่าอีกเพราะไม่มี Smart Card เวลานั่งรถไฟไปทำงาน เรายังต้องซื้อตั๋วกระดาษ แต่มันสามารถเป็นบัตร Transfer ที่ทำให้เราสามารถต่อรถเมล์ได้หลายสายภายใน 2 ชั่วโมง ในประเทศไทยอาจยังไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อเราเอาระบบการขนส่ง 2 ประเภทมาเชื่อมต่อได้แล้วราคาถูกลง คนอาจสนใจที่จะนั่งสองต่อในราคาที่คุ้มค่าขึ้น”

การมีบัตรไฮเทคไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าเขายังต้องนั่งเรือ (หรือวินมอเตอร์ไซค์) ไปต่อรถไฟใต้ดินในราคาเท่าเดิม


“ปัจจุบันเราจึงพยายามคุยกับสตาร์ทอัพผู้ให้บริการขนส่งหลายรายว่า อยากชวนให้มาเปิดบริการทางเรือ เพื่อเปิดคลองใหม่ ๆ ให้คนที่อยู่ในชุมชนสามารถทำเรือแท็กซี่ได้ เหมือน Crowdsourcing ให้ชุมชนที่อยากเข้าร่วมลองทำ แน่นอน มันอาจจะมีการติดกฎหมายเก่า ๆ บ้าง”

แนวคิดสำคัญจาก Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์)


จากการใช้ชีวิตอยู่ในย่านแห่งนวัตกรรมนี้มานาน คุณยรรยงได้ซึมซับแนวคิดหลายอย่าง สำหรับสตาร์ทอัพที่สนใจและหลงใหลที่จะเข้ามาตามล่าฝันที่นี่ คุณยรรยงมองว่าแนวคิดหนึ่งที่ Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) สอนเขาและน่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับทุกคน ก็คือ “กล้าที่จะทิ้งสิ่งที่เคยทำมา” และ “กล้าที่จะล้มเหลว”

“คนที่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ แล้วล้มเหลว เขาถือว่าเป็นฮีโร่นะ ทัศนคติของคนที่นี่คือ กล้าจะเจ๊ง ล้มแล้วก็เริ่มใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบนิเวศที่สนับสนุนให้คนลุกขึ้นใหม่ได้ ไม่กลัวที่จะพัง

คนที่นี่จะกล้าปล่อยผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เสร็จออกมา (Beta) โดยไม่กลัวว่าคนอื่นจะก๊อปปี้ เขามองว่าถ้ามันยังไม่ดีพอ คนอื่น ๆ ก็อาจจะช่วยทำให้ดีขึ้นได้ (เหมือนตอนที่ Steve Wozniak เอาแผงผังของ Apple I มาเปิดเผยฟรี)

จุดเริ่มต้นของที่นี่ค่อนข้างจะ Open หน่อย ต่างกับฝั่งตะวันออกของอเมริกาซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรที่ปิดกว่านี้ ในบริษัทเดียวจะทำทุกอย่างและจะเป็นความลับหมด”

ถึงจุดนี้แล้ว สตาร์ทอัพที่ปักธงไว้ว่าจะไป Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) น่าจะได้เห็นภาพและแนวทางที่ชัดเจนขึ้น อยู่ที่คุณแล้วล่ะว่าจะลงมือเริ่มทำเมื่อไหร่และอย่างไร ที่สำคัญอย่าลืมว่า นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่เทคโนโลยีล้ำหน้าเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “เครือข่ายคน” และระบบนิเวศ ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ได้

และที่สำคัญยรรยงเตือน “พวกแฮกเกอร์ในย่านนี้มักจะพูดเสมอว่า อย่าไปเชื่อคำพูดของคนอายุมากกว่า 30 !”
Related Content